อุตสาหกรรมและธุรกิจ IoT ของประเทศไทย

วันที่: 24/02/2562 | ส่วนกลาง

==== อุตสาหกรรมและธุรกิจ IoT ของประเทศไทย ====

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสพูดคุยกับนักธุรกิจไทยและต่างชาติ ผู้ใช้งาน นักศึกษา นักวิชาการและหน่วยงานเอกชนขนาดใหญ่ ๆ เยอะพอสมควร พอจะสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้
...ปล. อาจจะไม่ครบทุกมุมมอง แต่น่าจะพอแชร์และเป็นประโยชน์ให้พวกเราได้บ้าง

1. ตอนนี้ไอโอทีส่วนใหญ่ 
1.1 เป็นแค่ระดับมือสมัครเล่น (makers) ทำเล่นใช้เองหรือทดลองใช้ 
1.2 ทำเป็นลักษณะโครงการ CSR ขององค์กรใหญ่ ๆ แล้วจบ
1.3 มีทำเป็นธุรกิจบ้างแล้ว แต่เป็นขนาดเล็กไม่กี่สาขา หรือไม่ซับซ้อนมาก

2. เริ่มมีความต้องการจากองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ (ยินดีจ่ายเงิน) แต่มีอุสรรคหลายทีเดียว

เช่น สมมติว่าเครือข่ายร้านสุกี้ต้องการทำ predictive maintenance สำหรับตู้แช่อาหาร 
predictive maintenance คือ ต้องการใช้เซ็นเซอร์คอยตรวจสอบข้อมูลการทำงาน (เช่น ปริมาณกระแสไฟฟ้า อุณหภูมิ จำนวนการเปิดปิดประตู ปริมาณของในตู้ การทำงานของคอมเพรสเซอร์) แล้วให้รีบแจ้งช่างไปดูเมื่อพบว่าใกล้จะมีปัญหา (ก่อนจะเสีย)

คือถ้ารอให้ตู้เสียแล้วค่อยส่งช่างไปซ่อม ถึงจะไปเร็วแค่ไหน แต่วัตถุดิบต่าง ๆ จะบูดเสีย (เขามีมาตรฐานในการเก็บอาหารอยู่ว่าต้องรักษาอุณหภูมิไว้ที่กี่องศา) ผลคือทำให้เสียรายได้ และยิ่งใช้เวลาซ่อมนาน ก็คือเงิน (รายได้) หายไปตลอด ลูกค้ายังมาเรื่อย ๆ วัตถุดิบไม่มีป้อน อดขายของ

ที่นี้พอจะทำจริง ก็ไม่ง่าย ต้องมีการ customize เยอะมาก ในทุกระดับ เช่น

1. เซ็นเซอร์
1.1 รุ่นไหนแบบไหนเหมาะที่สุด (ซื้อรุ่นแพง ๆ มาใช้ ไม่ได้แปลว่าจะดีที่สุด) 
1.2 ตำแหน่งติดเซ็นเซอร์ตรงไหนของตู้แช่ดี ติดกี่ตัวดี ถ้า 1 ตู้ 1 ตัว พอตรวจจับได้ทั่วถึงหรือไม่ 
1.3 เซ็นเซอร์มีเพี้ยนไหม และเสียบ่อยแค่ไหน (ถ้าเซ็นเซอร์เสียซะเองก็จะเป็นปัญหาอีกด้าน)

2. การเชื่อมต่อ

2.1 ใช้อะไรดี Wifi, 3G/4G, LoRa, Sigfox เพราะแต่ละแบบมีจุดเด่นจุดด้อย ของตัวเอง 
2.2 ถ้าระบบสื่อสารเสีย เช่น Wifi ไม่มีเน็ต หรือเครือข่าย 3G/4G ล่ม ก็ต้องมีวิธีการและระบบตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง
2.3 จะมี gateway ตรงกลางเพื่อรวมข้อมูลก่อนและส่งไปยัง cloud หรือให้ทุกตัวส่งตรงออก cloud ดี (อันนี้ต้องดู requirement ละเอียด)

3. เรื่องข้อมูล

3.1 เงื่อนไขแบบไหนที่เหมาะสมที่สุดที่จะต้องเตือนให้ช่างไปทำ predictive maintenance ไม่ช้าไปไม่เร็วไป เช่น ระบบไวเกิน (เตือนบ่อย) ช่างก็เบื่อ หรือเตือนช้าไปก็ไม่แก้ปัญหา พวกนี้ต้องอาศัยการทดลองเก็บข้อมูล และหาจุดที่เหมาะสมที่สุด ไม่มีสูตร
3.2 การเตือนจะมีหลายระดับหรือไม่ เช่น ระดับความด่วน (รอได้ 2-3 วัน 2-3 อาทิตย์ หรือ 2-3 เดือน) และระดับความสำคัญ (ต้องการช่างธรรมดา หรือฝีมือชำนาญ)
3.3 จะวิเคราะห์ให้ด้วยหรือไม่ ว่าข้อมูลจากเซ็นเซอร์มารูปแบบนี้ แสดงว่าให้ไปเปลี่ยน thermostat แบบนั้น ให้ไปเติมน้ำยาทำความเย็น ต้องการช่างข้างนอก หรือใช้ช่างข้างในเอง

4. ราคา การดูแลระบบ และการรับประกัน

4.1 จะคิดราคาลูกค้าเท่าไหร่ดี จะตอบล่วงหน้าก่อนทำ ก็ไม่ได้ ค่า customization แต่ละโครงการก็ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนขายตู้เย็น หรือทีวี ที่รู้ต้นทุนก่อนล่วงหน้า
4.2 พอไม่เคยทำมาก่อน (ต้อง customize เป็บเคสๆ) ก็รับประกันยาก เช่น ถ้าระบบเสีย จะซ่อมให้ได้ภายในกี่ ชม. ถ้าเซ็นเซอร์หรืออุปกรณ์ในระบบเสียจะไปเปลี่ยนให้ ก็แปลว่าคนทำก็ต้องมีทีมทำ predictive maintenance ของระบบไอโอทีอีกต่อ ? ...โห วุ่นวายมาก
4.3 ยิ่งเป็นโครงการใหญ่ เช่น 10,000 สาขา ทั่วประเทศ การบริหารจัดการยิ่งยาก ต้องวางแผนดี และไอโอทีเป็นเทคโนโลยีที่ที่เพิ่งเริ่ม คนที่มีประสบการณ์มากๆ หายาก
4.4 ลูกค้าก็ต้องเข้าใจและยอมทดลองไปด้วยกัน หากจะถามราคาและเงื่อนไขทุกอย่างแต่แรก คนทำก็ไม่รู้จะตอบชัด ๆ ได้ยังไง

5. บุคลากรไม่พอ (อันนี้คลาสสิกมาก)
5.1 Programmers เขียน firmware, mobile app, webapp แต่ละกลุ่มแทบจะคนละสาย มักเชี่ยวชาญไปเลยอย่างใดอย่างหนึ่ง 
5.2 ช่างเทคนิค ติดตั้ง เซ็นเซอร์และระบบ gateway
5.3 Data Scientist (ทำ Data Analytics ทำ AI)
5.4 Cloud, Database และ Server Admin (ดูแลส่วนระบบ IT)

จะเห็นว่ามันมีความละเอียดอ่อนมาก แค่ทำระบบไอทีธรรมดาก็ยากอยู่แล้ว นี่ยังมีเรื่องเซ็นเซอร์ มีเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล (data analytics) แล้วทำการเตือนที่เหมาะสมอีก 

ไม่ง่ายเลยที่จะทำโครงการไอโอที ที่เป็นเชิงธุรกิจจริง ๆ และลูกค้าเองก็ต้องเข้าใจมาก ๆ

#depa

เอกสารที่เกี่ยวข้อง: