เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยภาคการผลิตสินค้าและบริการ (Real Sector) สามกลุ่มหลัก ได้แก่ ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว แม้หลายธุรกิจในไทยได้ปรับตัวเข้าสู่ Digital Transformation แล้ว แต่การใช้งานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับพื้นฐาน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านสู่ AI Transformation จะเข้ามายกระดับกระบวนการทำงานที่มีดิจิทัลเป็นพื้นฐาน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความแตกต่างและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำกลุ่มในตลาด
ผลสำรวจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมประจำปี 2564 จัดทำโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ร่วมกับ UNIDO พบว่าภาพรวมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในสามกลุ่มอุตสาหกรรมข้างต้นของประเทศไทย ยังคงอยู่ในระดับ 1.0-2.0 หรือการใช้ดิจิทัลอย่างง่าย ไม่มีความซับซ้อน ในขณะที่เป้าหมายของการผลักดันอุตสาหกรรม คือ ก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ที่สามารถขับเคลื่อนสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมยกระดับกระบวนการทำงานให้ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการสามารถเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้ง รวมถึงสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างประโยชน์ในการทำนาย หรือคาดการณ์ปัจจัยแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นตลอดกระบวนการผลิตได้
ปัจจุบันมีหลากหลายธุรกิจปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ตั้งแต่การวางแผนการดำเนินงาน พร้อมต่อยอดสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งในแง่ของฟังก์ชันและประสบการณ์ที่ดี แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ข้อได้เปรียบในโลกอนาคตเมื่อทุกธุรกิจสามารถปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลได้สำเร็จ เพราะผู้ที่ปรับตัวได้ดีกว่าเท่านั้น จึงจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำกลุ่มในตลาด ดังนั้นเพื่อเตรียมความพร้อม และสร้างความแตกต่างการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์และตัดสินได้ดี จึงมักเป็นตัวเลือกเพื่อยกระดับกระบวนการทำงานที่มีดิจิทัลเป็นพื้นฐาน
ข้อมูลจาก 2023 KPMG Generative AI Survey ในเดือนมีนาคม 2566 ที่สำรวจความเต็มใจและความพร้อมของการประยุกต์ใช้ AI ในการดำเนินธุรกิจ ของผู้บริหาร 300 คน ในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก พบว่าธุรกิจค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มจะนำ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและสร้างแนวทางแนะนำลูกค้าเฉพาะบุคคล (66%) การวิเคราะห์และพยากรณ์สำหรับการจัดการสินค้าคงคลัง (64%) และการสร้างชุดเนื้อหาเพื่อการโฆษณาผลิตภัณฑ์ (62%) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย AI Standard landscape ที่พบว่าผู้ประกอบการมากกว่า 75% มีการประยุกต์ใช้ AI ในการผลิตและการบริการแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 25% อยู่ในระหว่างการเตรียมพร้อมไปสู่การใช้ AI ในลำดับถัดไป
ในขณะที่ผลการศึกษา “ความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับบริการดิจิทัลอย่างมีธรรมาภิบาล” ได้สำรวจสถานะความพร้อมในการประยุกต์ใช้งาน AI ขององค์กรในประเทศไทย ช่วงเดือนมิถุนายน 2566 โดยมีองค์กรที่ตอบแบบสอบถาม 565 หน่วยงาน พบว่ามีองค์กรที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI แล้ว 15.2% ในขณะที่องค์กรส่วนใหญ่ หรือกว่า 56.6% แม้จะมีแผนที่จะใช้งาน AI แต่ยังคงไม่ได้ใช้งานในปัจจุบัน ในขณะที่องค์กรอีก 28.2% ยังคงไม่เห็นความจำเป็นของการใช้งาน โดยเหตุผลที่ทำให้องค์กรยังไม่ได้ใช้ AI 3 อันดับแรก คือ อยู่ในช่วงค้นคว้าศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากไม่ทราบว่าจะนำ AI มาประยุกต์ใช้อย่างไร (50.4%) รองลงมาคือ ยังไม่เห็นความจำเป็นในการนำ AI มาใช้ (19.3%) และยังขาดความพร้อมในด้านต่าง ๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และงบประมาณ (18.5%) ตามลำดับ
แม้การใช้งาน AI ในไทยยังมีจำกัด แต่ก็มีกลุ่มธุรกิจที่มีความพร้อม โดยเฉพาะด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีความพร้อมเฉลี่ยอยู่ที่ 45.3% ซึ่งอยู่ในระดับ “Aware” คือ มีความตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยี AI และเริ่มนำเทคโนโลยี AI มาใช้ โดยเมื่อพิจารณาแยกลงไปในแต่ละด้าน พบว่าด้านที่มีความเข้มแข็งมากที่สุด คือ ด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน (ประกอบด้วย รูปแบบและคุณภาพของข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่จำเป็นต่อการใช้งาน AI) โดยมีคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 61.8% ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ Oxford Insights and IDRC ที่ชี้ว่าประเทศไทยมีความพร้อมด้านข้อมูลสำหรับ AI สูงถึง 82.03% กล่าวคือชุดข้อมูลที่ใช้ในการฝึก AI มีคุณสมบัติสะท้อนถึงประชากรหรือกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการศึกษาอย่างแท้จริง โดยเป็นข้อมูลที่ประกอบด้วยข้อมูลที่ครอบคลุม เป็นกลาง และไม่มีอคติ ซึ่งช่วยให้สามารถสรุปและคาดการณ์เกี่ยวกับประชากรได้อย่างแม่นยำและเป็นธรรม

ภาพที่ 1: ดัชนีความพร้อมด้าน AI ของรัฐบาลไทย ที่มา: รายงานผลการศึกษาเรื่องปัญญาประดิษฐ์ในการบริการภาครัฐ (AI in Government Services)
AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วโลก คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2573 กว่า 45% ของเศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และนี่คือโอกาสสำคัญที่ธุรกิจไทยต้องคว้าไว้ ทั้งนี้เพื่อรองรับกระแสความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกลไกในการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI พร้อมทั้งกระตุ้นให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างจริงจัง ทั้งนี้ ความท้าทายของประเทศไทย คือ “เทคโนโลยี” ที่ต้องอาศัยปัจจัยจากภายนอก ทั้งด้านการลงทุน ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และอุปกรณ์ จากต่างประเทศ ดังนั้น การมุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งจากภายในจึงนับเป็นปัจจัยที่สำคัญ โดยเริ่มจากการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ในภาคธุรกิจมากขึ้น ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงภาคการบริการ และต้องไม่ใช่เทคโนโลยีที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เอง และเป็นเจ้าของเทคโนโลยีนั้น
ปัจจุบันในประเทศไทยได้มีการเคลื่อนไหวด้าน AI มากขึ้น ยกตัวอย่างโมเดลภาษาไทยที่ใช้ Generative AI “ไต้ฝุ่น” (Typhoon) โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับภาษาไทยโดยเฉพาะ (Large Language Model optimized for Thai) โดยบริษัทเอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) ซึ่งนับเป็นโมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน และถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาช่องว่างทางภาษาที่ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ ทั้งนี้จากผลการทดลองในชุดข้อสอบภาษาไทยแสดงให้เห็นว่า Typhoon มีประสิทธิภาพเหนือกว่าโมเดลภาษาไทยที่เผยแพร่สาธารณะอยู่ทั้งหมด และมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ GPT-3.5 ในภาษาไทย ของ OpenAI โดยมีประสิทธิภาพในการอ่านข้อความภาษาไทยมากกว่า 2.62 เท่า ซึ่งกล่าวได้ว่า Typhoon จะเข้ามาทำให้การถาม – ตอบภาษาไทย มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

ภาพที่ 2: ผลการทดลองชุดข้อสอบภาษาไทย เปรียบเทียบระหว่าง Typhoon กับโมเดลภาษาไทยอื่นๆ ที่มา: https://huggingface.co/scb10x/typhoon-7b
ตัวอย่างต่อมาคือ โปรเจกต์ CiRA CORE ซึ่งเป็นนวัตกรรมซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ สัญชาติไทยที่ดังไกลระดับโลก ถูกพัฒนาโดยคนไทย ยกระดับอุตสาหกรรมประเทศไทยทุกระดับ ตั้งแต่ SMEs รายย่อยไปจนถึงผู้ผลิตรายใหญ่ ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี AI ในราคาที่จับต้องได้ ซึ่ง CiRA CORE ได้รับการพัฒนาให้สามารถนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้ โดยเป็น Low-code platform ที่สามารถเรียนรู้วิธีการใช้งานได้ง่ายด้วย Block code ซึ่งช่วยลดการเขียนโค้ดให้น้อยลง และปัจจุบันเริ่มนำมาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมแล้ว เช่น การนำเทคโนโลยี AI เข้าไปช่วยตรวจสอบคุณภาพการผลิตของโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย โดยในขั้นตอนการผลิตหากไม่มีการนำ AI ไปใช้ อาจจะต้องใช้คนประมาณ 3-4 คนในการตรวจสอบคุณภาพ ทำให้สิ้นเปลืองกำลังคนและเวลาในการตรวจสอบ ทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะเกิด Human error ได้ เนื่องจากการผลิตมีจำนวนมาก

ภาพที่ 3: การใช้ AI ตรวจสอบคุณภาพของหน้ากากอนามัย ที่มา: การบรรยาย FIBO Talk Series EP.13 CIRA CORE คืออะไร และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
จากสถานการณ์ดังกล่าว ภายใต้บริบทของการพัฒนาเทคโนโลยี AI ซึ่งบริษัทระดับโลกยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง แเป็นผลให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั่วโลกมีการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี AI เพิ่มขึ้นตามลำดับ ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้ภาคการผลิตสินค้าและบริการของประเทศไทยยังคงสามารถเพิ่มหรือรักษาระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมจะต้องให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ที่เหมาะสม ให้เกิดประโยชน์และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของตน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจาก Digital Transformation สู่ AI Transformation ไม่ใช่แค่การตามเทรนด์ แต่เป็นความจำเป็นสำหรับธุรกิจที่ต้องการอยู่รอดและเติบโตในยุคนี้ ที่ต้องอาศัย AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะตอบโจทย์ความต้องการและการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น
ศุจิรัตน์ ตันสกุล
ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจ
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
แหล่งอ้างอิง