โคนมเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมนมของประเทศไทย องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) รายงานว่ามีเกษตรกรและสหกรณ์โคนมในเครือข่ายไม่น้อยกว่า 4,355 ฟาร์ม มีโคนมรวม 113,565 ตัว ส่งน้ำนมดิบให้ อ.ส.ค. ประมาณ 581 ตันต่อวัน สร้างรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 8,700 ล้านบาท ไม่เพียงแต่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเท่านั้น แต่อุตสาหกรรมนมยังมีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เพราะอุตสาหกรรมนมของไทยมีศักยภาพในการส่งออกผลิตภัณฑ์นมไปยังหลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์นมไทยสูง (กระทรวงพาณิชย์,2568) ในปีที่ผ่านมา ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์นมมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ การผลิตน้ำนมดิบเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์นม เช่น นมพาสเจอร์ไรส์ นมยูเอชที และผลิตภัณฑ์นมแปรรูปอื่น ๆ ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญในตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ในช่วงปี 2562 – 2567 จากการรายงานสถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญและแนวโน้ม ปี 2567 จำนวนโคนมในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 3.30 ต่อปี ดังแผนภาพที่ 1 อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตน้ำนมดิบกลับมีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 3.15 ต่อปี ดังแผนภาพที่ 2 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัญญาณของปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคการผลิต ปัจจุบันผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหากับวิกฤติที่มีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากปัจจัยหลายด้าน ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคือต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งอาหารข้นและอาหารหยาบ ซึ่งคิดเป็นต้นทุนกว่า 65% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมดมีราคาสูงขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาด้านสุขภาพของแม่โค เช่น โรคปากเท้าเปื่อย โรคลัมปี สกิน และโรคเต้านมอักเสบ ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของน้ำนมดิบ ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลงและเกิดภาวะขาดทุนสะสม ผศ.ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “โดยเฉพาะในปี 2565 วิกฤตการณ์ด้านการเลี้ยงโคนมรุนแรงขึ้นจนส่งผลให้ฟาร์มโคนมหลายแห่งต้องเลิกกิจการ ปริมาณน้ำนมดิบที่ผลิตได้ลดลงถึง 700 ตันต่อวัน” วิกฤตดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ ตั้งแต่ฟาร์มโคนมไปจนถึงโรงงานแปรรูปและตลาดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม การแก้ไขปัญหาและสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมโคนมไทยจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและท้าทายต่ออาชีพเลี้ยงโคนมในประเทศ

ภาพที่ 1 แสดงจำนวนโคนมและแม่โครีดนมของไทย ปี 2562 - 2567 ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ภาพที่ 2 แสดงผลผลิตน้ำนมดิบของไทย ปี 2562 – 2567 ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
ปัจจุบันการจัดการฟาร์มโคนมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ปรับปรุงคุณภาพของน้ำนมดิบ และบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ฟาร์มโคนมส่วนใหญ่มีความต้องการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพของน้ำนมดิบ ซึ่งเป็นผลดีต่อเกษตรกรในด้านรายได้และความสามารถในการแข่งขันในตลาด เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจบริหารจัดการโคนมได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด
หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาฟาร์มโคนม คือ แพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลฟาร์มโคนมอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเพื่อสรรพสิ่ง (Internet of Things) ที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาด้านต้นทุนการผลิตที่สูงจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น ปัญหาสุขภาพแม่โคที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของน้ำนมดิบ เพิ่มมูลค่าประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาปรับปรุงพันธุ์โคนม ให้มีความต้านทานโรค และให้น้ำนมสูง โดยจัดทำในรูปแบบของการทำเป็นแอปพลิเคชั่นควบคุมและติดตาม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงวิธีที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจัดการฟาร์มด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับสุขภาพสัตว์ สภาพแวดล้อม และการใช้ทรัพยากร ทำให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นบทบาทของเกตเวย์ IoT ที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ และ อินเทอร์เฟซการสื่อสาร IoT ที่ใช้สำหรับติดตามปศุสัตว์ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับอินเทอร์เฟซที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดการแง่มุมต่างๆ ของฟาร์มอัจฉริยะ
แพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลฟาร์มโคนมอย่างเป็นระบบสามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชันบน โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โน้ตบุ้ก และคอมพิวเตอร์ โดยมีระบบฟังก์ชั่นที่แจ้งเตือนเกษตรกรเกี่ยวกับกิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวัน ช่วยให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตโคและบริหารจัดการฟาร์มมากยิ่งขึ้น ในการบันทึกข้อมูลเก็บประวัติที่สำคัญๆซึ่งส่งผลต่อผลผลิตของโคนม เช่น ข้อมูลคุณภาพน้ำนม ปริมาณน้ำนมดิบย้อนหลัง การส่งออกน้ำนมดิบออกจากศูนย์ และรายละเอียดของโคแต่ละตัวได้อย่างแม่นยำ เช่น แอปพลิเคชัน “เซียนวัว” ในแพลตฟอร์มชื่อ Zyan Diary และ Zyan MCC นอกจากนั้นยังมีโปรแกรมระบบฐานข้อมูลโคนม “ G-Dairy” ซึ่งประกอบไปด้วยแอปพลิเคชัน “iFarmer” เป็นส่วนของเกษตรกร เพื่อใช้สำหรับการจัดการฟาร์ม โดยนำข้อมูลไปใช้ในการแก้ไขปัญหา หรือ การวางแผนพัฒนาผลผลิต หรือโปรแกรม“I-service” ซึ่งช่วยให้ผู้ปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ทุกระดับของกรมปศุสัตว์หรือสหกรณ์ สามารถบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากรโค ประสิทธิภาพของระบบสืบพันธุ์ ประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตรายฟาร์ม และภาพรวมผลผลิตของสหกรณ์ รวมทั้งโปรแกรม “iDairy” เป็นเครื่องมือแสดงผลรายงานการจัดการฟาร์มโคนม ได้แก่ ชื่อเกษตรกร สหกรณ์ องค์กรโคนม จัดการข้อมูลให้เป็นระเบียบครบถ้วนทำให้การนำข้อมูลไปใช้ในการแก้ไขปัญหา หรือ การวางแผนพัฒนาผลผลิตทำได้
แอปพลิเคชัน “เซียนวัว” มีการให้บริการแพตฟอร์มเกี่ยวกับโคเนื้อและโคนม ซึ่งส่วนของโคนมมีในส่วนของแพตฟอร์มชื่อว่า Zyan Diary และ Zyan MCC ซึ่งมีหน้าที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้ Zyan Diary เป็นแพตฟอร์มระบบบริหารจัดการที่ครอบคลุมฟาร์มโคนม พัฒนาตามแนวทาง 3R (Real truth), (Real time) และ (Real tell) ทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องในกการบันทึกข้อมูลฟาร์มที่สำคัญ แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับโคนมเป็นหมวดหมู่ และแสดงรายละเอียดตัวโคได้อย่างแม่นยำพร้อมแสดงประวัติอย่างละเอียด ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาข้อมูลฟาร์มไม่ครบถ้วน สามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพ การผลิตของฟาร์มได้ทันที ที่สำคัญยังมีการแบ่งบันข้อมูลระหว่างฟาร์ม เพื่อพัฒนาฟาร์มอย่างต่อเนื่อง Zyan MCC เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาตามแนวทาง พัฒนาตามแนวทาง 3R เช่นเดียวกับ Zyan Diary แต่จะมีจุดเด่นในด้านของการบันทึกข้อมูลปริมาณน้ำนมและคุณภาพน้ำนม ณ ศูนย์รับน้ำนม ซึ่งสามารถเชื่อมต่อซอฟต์แวร์ระบบข้อมูลเชิงสถิติวิเคราะห์ด้านปริมาณและคุณภาพจากศูนยรับน้ำนม ซึ่งซอฟต์แวร์จะทำหน้าที่คำนวนค่าน้ำนมให้แก่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม่นยำ และ รวดเร็วไปยังเกษตรกร ถึงข้อมูลปริมาณน้ำนมที่ได้รับในแต่ละวัน ดังภาพที่ 3

ภาพที่ 3 แสดงถึงระบบการจัดการศูนย์น้ำนมดิบอัจฉริยะ ที่มา: Zyan Platform Catalogues
จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าคุณสมบัติของแอพลิเคชัน “เซียนวัว” ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในเกษตรผู้เลี้ยงโคนม และเป็นความสำเร็จกลุ่มของเกษตรกร ในการใช้แอปพลิเคชันในการจัดการฟาร์มโคนม ในด้านเก็บข้อมูลโคนม โดยสามารถดูปริมาณน้ำนมดิบได้แบบเรียลไทม์ ทำให้เกิดการพัฒนาการเลี้ยง การวางแผนการผลิตและการจำหน่ายนมได้ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย อาทิ สหกรณ์โคนมบ้านโคกก่อ ซึ่งได้การส่งเสริมและสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อชุมชนชนบทโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิทัล (depa) หลังจากที่เกษตรกรมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ผลที่ได้คือ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสหกรณ์โคนมมีผลผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นจากเดิม ร้อยละ 5 ที่สำคัญเกษตรกรมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการประกอบอาชีพ และดูแลแม่โคได้อย่างทั่วถึง
โปรแกรมระบบฐานข้อมูลโคนม “ G-Dairy” ที่ประกอบไปด้วยแอปพลิเคชัน “iFarmer” เป็นระบบฐานข้อมูลโคนมในรูปแบบแอปพลิเคชัน พัฒนาโดยสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ช่วยในการแก้ไขปัญหาการจัดการข้อมูลประชากรโคในฟาร์มของเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจไม่เป็นระเบียบและไม่เป็นปัจจุบัน นำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการแก้ไขปัญหาหรือการวางแผนไม่ได้ ในส่วนของโปรแกรม “I-service” ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ช่วยผู้ช่วยปฏิบัติงานในพื้นที่นำไปปฏิบัติงานในฟาร์มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค โดยสามารถบันทึกเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในฟาร์ม และใช้ฐานข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลมาวิเคราะห์และแสดงรายงานการวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ ปัญหา ผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อต่ออินเทอร์เน็ต อาทิ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสหกรณ์โคนมท่าหลวง จำกัด ได้ใช้แอปพลิเคชัน “iFarmer” และ โปรแกรม “I-service ด้วยการใช้การจัดการฟาร์ม การจัดการระบบสืบพันธุ์และผลผลิตผ่านระบบฐานข้อมูล G-Dairy มาเพิ่มผลผลิตและพัฒนาสายพันธุ์โคนม ด้วยการรวบรวมข้อมูลโคนมของสมาชิกทั้งหมดแบบ Real – Time นำข้อมูลมาวิเคราะห์และประเมินศักยภาพการผลิต จำแนกปัญหาต่างๆ ที่ฟาร์มโคนมต้องเผชิญ แล้วส่งต่อให้เกษตรกรที่ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งหมออาสา และจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในการให้บริการสมาชิก ส่งผลให้ประสิทธิภาพระบบสืบพันธุ์และผลผลิตโคนมของสมาชิกดีขึ้น และปรับการจัดการอาหารเพื่อช่วยในการลดต้นทุน เกษตรกรจึงสามารถลดต้นทุนได้ร้อยละ 10-15 ต่อการผลิตน้ำนม 1 กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรมีกำไรสูงขึ้น อีกทั้งรายได้จากผลการดำเนินงาน 3 ปี สหกรณ์มีเสถียรภาพทางการเงิน อยู่ในระดับมั่นคงดีทั้ง 3 ปี แสดงให้เห็นว่าสหกรณ์มีความมั่นคงและมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี โดยปีบัญชี 2566 มีปริมาณธุรกิจ 260,652,250.50 บาท กำไรสุทธิ 5,141,872.34 บาท
จะเห็นได้ว่าการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยบริหารจัดการฟาร์ม สามารถลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญกว่านั้นคือสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนม และปรับปรุงสุขภาพของแม่โคได้อย่างชัดเจน เพราะเกษตรกรสามารถตรวจจับอาการผิดปกติของแม่โคได้เร็วขึ้น ทำให้สามารถรักษาและป้องกันปัญหาทางสุขภาพได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังปรับปรุงการผสมเทียมและเพิ่มผลผลิตน้ำนมจากแม่โคได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการติดตามและจัดการฟาร์มยังช่วยให้สามารถวางแผนการบริหารจัดการได้อย่างมีระเบียบและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดการที่ไม่เป็นระบบ ทั้งนี้ทำให้เกษตรกรสามารถผ่านวิกฤตินี้ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น
พิชยา กาทอง
ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชน
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
อ้างอิง