black ribbon
Products & Services
EN
EN
TH
CN

“AI” ผู้ช่วยหมอยุคใหม่

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) เป็นการสร้างความสามารถให้กับระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานในลักษณะที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนมนุษย์ โดยไม่จำเป็นต้องโปรแกรมล่วงหน้าที่มีคำสั่งตายตัวให้แก่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยี AI อย่างรวดเร็วมาโดยตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และการพัฒนาการเรียนรู้ของคอมพิวเตอร์ (Deep Learning) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ระบบ AI สามารถเรียนรู้และปรับปรุงตนเองได้อย่างดีขึ้น จะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน AI มีความหลากหลาย และมีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในธุรกิจ เช่น AI Chatbots เพื่อให้คำแนะนำและความช่วยเหลือให้กับลูกค้าผ่านการสนทนาออนไลน์ ซึ่งระบบนี้สามารถใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องมีบุคคลรับบริการตลอดเวลา หรือจะเป็น AI สำหรับพยากรณ์ และการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในอนาคต การจัดสินค้าในสต็อก และการวางแผนการผลิต นอกจากนี้ มีการใช้งาน AI ที่เกี่ยวข้องการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การค้นหาเส้นทาง และการทำนายการจราจร การสั่งการด้วยเสียงต่างๆ และการแปลภาษาอัตโนมัติ เป็นต้น

AI กับการแพทย์

ภาพที่ 1 AI กับการแพทย์ (ที่มา: จาก Bing Image Creator)

แม้กระทั่งในวงการแพทย์ AI ก็เข้ามามีบทบาทอย่างมาก โดยนำมาใช้ในหลายด้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพ AI สามารถระบุ หรือแยกแยะโรค หรือค้นหาความผิดปกติ จากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย ได้แก่ประวัติการเจ็บป่วย อาการที่รายงาน ข้อมูลส่วนตัว เช่น อายุ เพศ และประวัติครอบครัว เป็นต้น และข้อมูลจากการตรวจวัดและตรวจร่างกาย รูปภาพ และรายงานจากอุปกรณ์การแพทย์ เช่น คลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) รังสีเอ็กซ์เรย์ CT scan หรือ MRI. เป็นต้น โดย AI ใช้เทคนิค Machine Learning เพื่อเรียนรู้จากข้อมูลที่สะสมมา วิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อค้นหาลักษณะพิเศษของโรค และเปรียบเทียบข้อมูลนี้กับฐานข้อมูลที่มีอยู่ สร้างโมเดล Machine Learning เพื่อระบุความเสี่ยง ระบุโรค และคาดเดาผลลัพธ์ของการวินิจฉัย แนวทางการรักษา และคำแนะนำการรักษา อีกทั้ง AI ยังสามารถเรียนรู้จากประสิทธิภาพการวินิจฉัย และความสำเร็จของการรักษา และใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการปรับปรุงโมเดล และวิธีการการวินิจฉัยในอนาคต

อีกทั้ง มีการใช้ AI ร่วมกับพัฒนาหุ่นยนต์ทางการแพทย์ที่ช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถผ่าตัดได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวที่รวดเร็วของผู้ป่วย โดย AI จะวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ วางแผนขั้นตอนการผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพมุมมองการเห็นของศัลยแพทย์ในระหว่างการผ่าตัด โดยสร้างเป็นภาพ 3 มิติที่มีความคมชัดสูง และสามารถมองเห็นความลึกได้ ทำให้สามารถระบุตำแหน่งของเนื้อเยื่อและอวัยวะที่สำคัญได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ AI ยังสามารถใช้เพื่อควบคุมแขนหุ่นยนต์ได้อย่างแม่นยำอีกด้วย

นอกจากนี้ AI Chatbot ยังเข้ามาช่วยในการบริการถามตอบข้อมูลทางการแพทย์ ให้ข้อมูลทางการแพทย์พื้นฐาน และคำแนะนำในการดูแลสุขภาพ เช่น การให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพหลังการผ่าตัด การอธิบายอาการของโรค หรือเสนอแนวทางการรักษาอย่างเบื้องต้น เป็นต้น หากความรุนแรงของอาการ AI จะแนะนำให้ผู้ใช้พบแพทย์ หรือค้นหาโรงพยาบาลในที่สุด หรือตรวจสอบความพร้อมของแพทย์หรือโรงพยาบาลในการรักษา หรือในบางระบบสามารถตรวจสอบ หรือจัดการนัดหมายกับแพทย์ให้กับผู้ใช้งานได้ด้วย

โดยมีตัวอย่างของ AI ที่เข้าช่วยในด้านการแพทย์ ดังนี้

1. IBM Watson for Oncology เป็นโครงการที่พัฒนาจากความร่วมมือของ IBM และ Memorial Sloan Kettering Cancer Center (MSKCC) ซึ่งเป็นสถาบันการรักษาโรคมะเร็งในนิวยอร์ก เพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็ง โดยใช้ AI และ Deep Learning ของ IBM Watson

IBM Watson for Oncology

ภาพที่ 2 ระบบ IBM Watson for Oncology (ที่มา: จากเว็บไซต์ healthcareitnews.com)

Watson จะประเมินรายงานการตรวจรักษาโรคมะเร็ง และข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับผู้ป่วย เช่น บันทึกรายงานการตรวจรักษา รูปภาพเอ็กซเรย์ และผลการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ เพื่อให้คำแนะนำในการรักษาและวินิจฉัยโรคมะเร็ง ตามแนวทางการรักษาที่คุณภาพสูงที่กำหนดโดย Memorial Sloan Kettering Cancer Center

2. ระบบแขนหุ่นยนต์ผ่าตัด Smart Tissue Autonomous Robot (STAR) พัฒนาโดยมหาวิทยลัย Johns Hopkins

ระบบแขนหุ่นยนต์ผ่าตัด Smart Tissue Autonomous Robot (STAR)

ภาพที่ 3 ระบบแขนหุ่นยนต์ผ่าตัด Smart Tissue Autonomous Robot (STAR) (ที่มา: จากเว็บไซต์ hub.jhu.edu)

ซึ่งระบบนี้ใช้ AI เพื่อควบคุมแขนหุ่นยนต์ผ่าตัดแบบส่องกล้อง โดยใช้ Machine Learning เรียนรู้ข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งเป็นแบบ Convolution Neural Networks (CNNs) เพื่อคำนวณปรับตำแหน่งการผ่าตัดของแขนหุ่นยนต์ให้เหมาะสม สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายใน ตามจังหวะการหายใจของผู้รับการผ่าตัด ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยฯ ได้ทดสอบให้แขนหุ่นยนต์ ผ่าตัดตัดต่อปลายลำไส้เข้าด้วยกันของสัตว์ทดลอง (หมู) และ ตรวจสอบคุณภาพการผ่าตัด และผลการรักษาพบว่า STAR สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย

3. Med-PaLM 2 เป็น AI Chatbot ที่พัฒนาโดย Google Cloud และทดลองใช้ Mayo Clinic ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลชั้นนำของสหรัฐอเมริกา และมีหลายสาขาทั่วประเทศ โดย Med-PaLM 2 ได้รับการฝึกฝนเกี่ยวกับข้อมูลทางการแพทย์มากกว่า 200 ล้านรายการ เพื่อให้แพทย์ และบุคลากร สามารถค้นหาและวิเคราะห์ประวัติข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วย บันทึกข้อมูลภาพถ่าย จีโนมิกส์ และผลแลปต่าง ๆ ได้อย่างเร็ว ซึ่งในอนาคตจะมีการนำ Med-PaLM 2 เข้ามาช่วยลดทอนการตอบคำถามการแพทย์ คำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพ การรักษาแก่ผู้ป่วย และการป้องกันโรคได้

ระบบ Med-PaLM 2

ภาพที่ 4 ระบบ Med-PaLM 2 (ที่มา: จากเว็บไซต์ sites.research.google)

จากข้างต้น จะเห็นว่าเทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่มีทางแทนที่แพทย์ได้ หากแต่ AI ก็มีประโยชน์อย่างมากในฐานะ “ผู้ช่วยหมอยุคใหม่” ทำให้ลดภาระงานของแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาช่วยให้ข้อมูลในการสนับสนุนการวินิจฉัยโรค ค้นหาข้อมูลที่จำเป็นต้องการรักษา ช่วยในการรักษา ติดตามผลการรักษา และให้บริการถามตอบข้อมูลทางการแพทย์ เป็นต้น แต่การใช้ AI ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง และมีความรับผิดชอบ ด้วย AI ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการยังขาดความเข้าใจ และอารมณ์ของมนุษย์ ซึ่งAI อาจไม่เหมาะสมในบางสถานการณ์ที่ต้องใช้การสื่อสารอารมณ์กับผู้ป่วย หรือประเด็นทางกฎหมาย และความรับผิดชอบในกรณีข้อผิดพลาดจากการรักษาที่มี AI เข้ามาช่วยด้วย

ต้น ใจตรง

สาขาภาคใต้ตอนบน

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

อ้างอิง