EN
EN
TH
CN

Big Data เทคโนโลยีสำคัญต่อการพัฒนา Smart City

Big Data เป็นเทคโนโลยีที่เก็บรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ไว้ในที่ที่หนึ่ง แล้วใช้อีกเทคโนโลยีผนวกเข้าไปเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การกลั่น และสกัด เอาคุณค่าออกมาจากข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเกินขอบเขตหรือขีดจำกัดของการจัดการข้อมูลแบบเดิม ๆ โดยทาง Gartner ได้นิยามความหมายของ Big Data ไว้ด้วย 3V คือ high-volume, high-velocity และ high-variety

เมื่ออุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ ต่างมีความอัจฉริยะมากขึ้น นอกจากจะสื่อสารกับมนุษย์แล้ว ยังติดต่อสื่อสารหากันเองระหว่างอุปกรณ์ได้ บนโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตที่มีความรวดเร็วที่ต้องสามารถรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นได้ มีระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งาน เมื่อสิ่งต่างๆ เชื่อมต่อถึงกัน ความสำคัญมาอยู่ที่การนำข้อมูลมหาศาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ตามต้องการ ซึ่งจำเป็นต้องผ่านการวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยี Big data Analytics เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้พัฒนาสิ่งต่างๆ ต่อไป
               

ความจริงแล้วหน่วยงานหลายภาคส่วนได้เริ่มจัดการกับข้อมูลปริมาณมากกันมานานแล้ว โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ เมื่อต้องการวิเคราะห์หาข้อมูลเชิงลึก จำเป็นต้องนำข้อมูลดิบมาตกผลึกให้เกิดเป็นรูปแบบของข้อมูลที่เกิดประโยชน์  ซึ่งในยุคดิจิทัลทุกวันนี้ นอกจากปริมาณข้อมูลที่มากแล้ว ยังมีความหลากหลายของรูปแบบข้อมูล จากเดิมข้อมูลมีลักษณะรูปแบบที่แน่นอน มีแหล่งที่มาจากระบบภายในหน่วยงานเท่านั้น แต่ปัจจุบันแหล่งข้อมูลไหลมาจากรอบทิศอย่าง สื่อสังคมออนไลน์   blog สาธารณะต่าง ๆ แหล่งข้อมูลเหล่านี้นับวันยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เกิดข้อมูลใหม่ทุกเสี้ยววินาที   เทคโนโลยีใหม่จึงต้องสามารถรองรับ ปริมาณข้อมูลจำนวนมาก ที่มีหลากหลายรูปแบบ มาจากหลายแหล่งข้อมูล แถมยังต้องประมวลผลได้อย่างรวดเร็วทันความต้องการของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
 
               
การประมวลผลข้อมูล สิ่งสำคัญต่อการก้าวสู่ Smart City 
            ทุกวันนี้ เมื่อพูดถึงเมืองอัจฉริยะ เรามักหมายถึงระบบที่ใช้ข้อมูลของผู้อยู่อาศัยในเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเซ็นเซอร์หรืออุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ติดตั้งเอาไว้รอบเมือง ทุกครั้งที่เราออกไปบนท้องถนนโดยพกสมาร์ตโฟนไปด้วย เราก็ได้สร้างข้อมูลขึ้นมาแล้วแม้ว่าจะไม่ได้กำลังใช้สมาร์ตโฟนนั้นอยู่
                โครงสร้างพื้นฐานของเมืองอัจฉริยะจะนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผล เราเดินทางมาจากไหนและกำลังจะไปที่ไหน ด้วยความเร็วเท่าไร ใช้รถเมล์หรือรถไฟ กำลังรถติดอยู่หรือไม่ เพื่อที่เมืองจะสามารถจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                อย่างไรก็ตาม เมืองอัจฉริยะก็ยังมีระบบอย่างกล้องวงจรปิด (CCTV) ระบบวิเคราะห์ใบหน้า ระบบอ่านป้ายทะเบียนรถยนต์ ระบบเหล่านี้สร้างข้อมูลขึ้นมาแม้ว่าเราจะไม่ได้กำลังพกพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ แค่สัญจรอยู่บนท้องถนนเราก็ป้อนข้อมูลบางอย่างให้กับระบบแล้ว
 

Phuket Smart City เริ่มนำ Big Data มาใช้พัฒนาเมือง

            Phuket Smart City หรือ โครงการส่งเสริมพื้นที่พิเศษสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล ดำเนินโครงการโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ซึ่งมีการขับเคลื่อนโครงการตามยุทธศาสตร์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรต่างประเทศเพื่อรองรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยนำเทคโนโลยี Big Data มาจัดการข้อมูลเมือง ร่วมกันผลักดันให้จังหวัดภูเก็ตเป็น Smart City ทั้งด้านการค้า และการลงทุน
            ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa กล่าวว่า โครงการ Phuket Smart City มีแนวทางการดำเนินงานโครงการชัดเจน โดยแบ่งการทำงานเป็น 3 Phase ประกอบด้วย
                Phase 1: มีการนำ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อการพัฒนาเมืองให้กลายเป็น Smart City ในมิติต่างๆ อาทิ มิติด้านการค้าและเศรษฐกิจ (Smart Economy) ด้านการท่องเที่ยว (Smart Tourism) ด้านสาธารณสุข (Smart Health) ด้านการดำเนินชีวิต ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม (Smart Living) การบริหารเมืองแบบ Smart City โดยมุ่งการผสมผสานการได้มาของข้อมูลทั้งในลักษณะข้อมูลเชิงสำรวจแบบสถิติ และข้อมูลที่จัดเก็บได้แบบปัจจุบันโดยใช้เทคโนโลยี Internet of Things เช่น Sensor, CCTV รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลจากสังคมออนไลน์ ทำให้เมืองสามารถมีข้อมูลในการบริหารอย่างชาญฉลาด
                Phase 2: การบริการภาครัฐ (e Government) เพื่ออำนวยความสะดวกด้านต่างๆ เกี่ยวกับการเข้าถึงการบริการของภาครัฐ โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุน การเริ่มทำธุรกิจ และการอนุมัติ อนุญาตต่างๆ รวมถึงการเปิดให้เกิดการเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ (Open Data) เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและนำข้อมูลมาใช้ในเชิงนโยบายเพื่อการบริหารจัดการได้
                Phase 3: เป็นเฟสของการส่งเสริมให้ Smart City เกิดความยั่งยืน เน้นที่การใช้ประโยชน์จากการเตรียมการด้านดิจิทัลทั้งหมด โดยร่วมมือกับภาคเอกชน และท้องถิ่น โดย depa จะเป็นผู้ประสานงานกับ CEO จังหวัดนั้นๆ ก็คือ ผู้ว่าฯ ช่วยกันวางแผนให้เกิดการบูรณาการอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลเป็นผู้ดูแลการเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน, Content และ Big Data ส่วนการบริหารจัดการจะดำเนินการโดย หน่วยงานท้องถิ่น คือจังหวัด หรือเมือง อาทิ eService, eMarket place ซึ่งส่วนนี้ผู้ที่ได้ประโยชน์จะเป็นคนดูแล
                รวมทั้ง depa ยังสร้าง ecosystem ของ Startup ในภูเก็ต เพื่อให้เกิดการพัฒนา Smart City อย่างยั่งยืนต่อไป และงานทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุน ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ดึงดูดให้เกิดการลงทุน และการหลั่งไหลของ digital worker และ Digital Talent จากต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการส่งออกผ่านระบบ eLogistic, eMarketplace, ePayment ด้วย