BlockChain ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบเดิมที่มีอยู่ แต่กำลังก่อตัวสร้างระบบคู่ขนานกับระบบเดิมที่มีอยู่ทำให้เกิดทางเลือกใหม่สำหรับประชาชน ผู้บริโภค นักธุรกิจ

แนวโน้มในยุคดิจิทัล ทำให้พยากรณ์ได้ว่าระบบการเงินใหม่ ทั้ง BlockChain และ Crypto Currency ที่เป็นระบบคู่ขนานนี้จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และค่อยๆ แทนที่ระบบการเงินแบบเดิมที่ค่อยๆ เสื่อมถอยลงไปและผู้เล่นในระบบเก่าย่อมเป็นส่วนเกินไม่สามารถปรับตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบใหม่ได้
โดยตัวอย่างแรกน่าจะเป็นกรณี Crypto Currency ที่อยู่บนแนวทาง BlockChain กำลังสร้างบริบทใหม่ต่อสภาพการเงินการธนาคาร การเปลี่ยน “ความเชื่อมั่น”ในระบบเงินตราที่ปัจจุบันมีรัฐเป็นศูนย์กลาง (Centralization) ไปสู่ความเชื่อในระบบเงินตราที่ใช้กลไกการไม่มีศูนย์กลาง (Decentralization) การกำกับดูแลที่แต่เดิมถูกดำเนินการโดยองค์กรภาครัฐ แต่ในระบบใหม่การกำกับดูแลจะกลายเป็นอัลกอริทึมทางคณิตศาสตร์แทนโดยอัลกอริทึมพวกนี้จะถูกประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์ของประชาชนคนธรรมดาทั่วไปที่กระจายอยู่ทั่วโลกแต่เชื่อมโยงกันช่วยสร้างระบบเงินตราใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพากลไกของภาครัฐอีกต่อไป
ขณะที่เงินตราในรูปแบบเดิมถูกควบคุมโดยรัฐบาลของแต่ละประเทศ กลไกอุปสงค์อุปทาน และเงินเฟ้อ ทำให้ค่าเงินมีความผันผวน และมีแนวโน้มด้อยค่าลงทุกวันตามอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น แต่เงินตราสกุล BitCoin นี้กลับให้ประสบการณ์ที่แปลกว่า เพราะการผลิตบิทคอยน์ใหม่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับการทำงานของ Bitcoin Miner ที่ทำงานมากขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของการเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน ในกรณีของ Ethereum Coin แม้ว่าไม่มีการกำหนดเพดานจำนวนเงินสูงสุดเช่นเดียวกับบิทคอยน์ แต่ด้วยอัลกอริทึมที่ออกแบบไว้จะผลิตเหรียญใหม่ได้จะต้องสอดคล้องกับความต้องการที่จะใช้เป็นสื่อกลางและจะต้องไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อขึ้น
เปรียบเทียบกับระบบเงินตราที่ผลิตโดยรัฐเมื่อคนเริ่มไม่เชื่อมั่น รัฐก็จะพยายามเพิ่มค่าเงินเข้ามาในตลาดมากขึ้น เช่น การเกิดขึ้นในประเทศเวเนซูเอลาที่รัฐเร่งเติมปริมาณเงินเข้ามาในตลาดทำให้เกิดเงินเฟ้อสูงถึง 1600%ต่อปี และสุดท้ายรัฐก็จะประกาศยกเลิกเงินตรานั้นแล้วสร้างเงินตราสกุลใหม่ และกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่จะต้องใช้เงินในสกุลเก่าจำนวนมากแลกกับสกุลใหม่จำนวนเพียงเล็กน้อย เช่น กรณีเงินจ๊าดในเมียนมา
อย่างไรก็ตาม การท้าทายระบบเงินตราที่อยู่ใต้กำกับของรัฐนับเป็นเพียงตัวอย่างเดียวของมหัศจรรย์แห่งคอยน์ ในฐานะระบบเงินตราภาคประชาชน “คอยน์” จะไม่ได้หยุดอยู่การสร้างทางเลือกให้กับระบบเงินตราเพียงเท่านั้น แต่ “คอยน์”เหล่านี้ได้มีการนำไปสร้างทางเลือกในการระดมทุน นอกเหนือจากการระดมทุนที่ผ่านตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยสิ่งนี้คือ ICO (Initial Coin Offering) การระดมทุนโดยไม่ต้องง้อ ตลาดหลักทรัพย