black ribbon
Products & Services
EN
EN
TH
CN

Carbon Credit ตลาดใหม่ โอกาสใหม่ เพื่อการลดปัญหาโลกร้อนผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม

ปัจจุบันทั่วโลกประสบกับปัญหาโลกร้อนอันเนื่องจากสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตรมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลำดับต้น ๆ ทำให้เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ที่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเพิ่มขึ้น ทำให้กระแสน้ำอุ่นย้อนมาทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ส่งผลให้น้ำทะเลร้อนขึ้น ฝนตกน้อยลง แห้งแล้ง และมีแนวโน้มเกิดไฟป่ารุนแรงขึ้น เอลนีโญจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ทั้งเรื่องของ "น้ำ" และ "ลม" ความแห้งแล้งส่งผลกระทบต่อ "ผลผลิตทางการเกษตร" ที่เพาะปลูกได้ผลผลิตลดลง ทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นเนื่องจากอุปทานมีน้อย กระทบถึงต้นทุนการเกษตรด้านอื่นอย่างปศุสัตว์ จากราคาอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น

ปรากฏการณ์เอลนีโญ

ภาพที่ 1 ปรากฏการณ์เอลนีโญ, เพจ We Love PTT

จากผลกระทบจากดังกล่าว ทำให้เกิดแนวคิดในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจูงใจจากการสร้างรายได้จากการลดปริมาณก๊าซดังกล่าว ด้วยการ “ซื้อขายคาร์บอนเครดิต” ซึ่งคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดหรือกักเก็บได้จากการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ หากองค์กรใดที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดได้ สามารถนำปริมาณการลด หรือการเก็บก๊าซเรือนกระจกไปขายเป็นเครดิตให้กับองค์กรอื่น ๆ ได้ ซึ่งเป็นแนวคิดการสร้างธุรกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ที่ใช้การแปลงคาร์บอนเครดิตให้สามารถสร้างเป็นรายได้ ช่วยบรรเทาความรุนแรงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประเทศไทยโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ตั้งเป้าหมายลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ.2065

การสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีถึงปัจจุบัน ราคาคาร์บอนเครดิตมีแนวโน้มดีดตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยมีราคาอยู่ที่ 120 บาท/ตันคาร์บอนไดออกไซด์ และทิศทางด้านการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมจากทั่วโลก ทำให้มีโอกาสที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอีก ตามความต้องการของตลาดโลก สำหรับกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยดำเนินการโดย องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยตลาดคาร์บอนเครดิต ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ (1) ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ โดยรัฐบาลเป็นผู้กำหนดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีผลทางกฎหมาย หากธุรกิจใดไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษชัดเจน และการตลาดภาคบังคับจะเกี่ยวข้องกับการซื้อขายคาร์บอนตามพันธกรณีของพิธีสารเกียวโต (2) ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ เป็นตลาดสำหรับเอกชน หรือธุรกิจที่ต้องการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจ ไม่ผูกพันกับกฎหมาย มีผลดีต่อภาคธุรกิจ SMEs ที่สนใจในพลังงานสะอาด และเริ่มต้นลงทุนเพื่อมุ่งลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเครดิตคาร์บอนได้ในอนาคต โดยมีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ที่ อบก. พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศโดยความสมัครใจ ทั้งนี้ อบก. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการพัฒนาโครงการ ระเบียบวิธีการในการลดก๊าซเรือนกระจก (Methodology) การขึ้นทะเบียนและการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยจะต้องเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดการลด/ ดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย

การทำธุรกิจสีเขียว BCG

ภาพที่ 2 การทำธุรกิจสีเขียว BCG

ภาคเอกชนโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้พัฒนาแพลตฟอร์มการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ชื่อ Thailand Carbon Credit Exchange Platform เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มหลักของประเทศ สำหรับการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้ง RE100 Thailand Club เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน ทดแทนพลังเดิมที่ก่อมลภาวะให้กับโลก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม FTIX ที่เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการเพื่อเป็นศูนย์ซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบของ อบก. โดยการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อตอบสนองความต้องการการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) รวมถึงการซื้อขายใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หรือ REC ด้วย

ภาคสถาบันการเงินเองก็มีความสนใจในธุรกิจการซื้อขายคาร์บอนเครดิต โดยธนาคารกรุงไทย ร่วมกับ InterOpera ประเทศสิงคโปร์ พัฒนา BIS-UNFCCC Project Genesis 2.0 (Carbon Credits & Green Bonds) เพื่อเป็นต้นแบบแพลตฟอร์มการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ มีเป้าหมายในการลดต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งพัฒนาสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับสากล และเพิ่มช่องทางการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งในระดับองค์กร และระดับประเทศ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับการค้าไทย ลดมลพิษอย่างโปร่งใส และมีความรับผิดชอบ สอดคล้องกับการดำเนินงานของธนาคารกรุงไทยที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำหรับธุรกิจซื้อขายคาร์บอนเครดิตถือเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโต โดยมีดิจิทัลสตาร์ทอัพที่สนใจทำธุรกิจในตลาดนี้เช่นเดียวกัน อย่าง บริษัท บล็อคฟินท์ จำกัด ฟินเทคสตาร์ทอัพ ที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโซลูชันด้วยเทคโนโลยี Blockchain ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Energy Trading ที่ชื่อ Gideon สำหรับซื้อขายคาร์บอนเครดิตและพลังงานสะอาด ให้กับกลุ่มคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทยได้ใช้งาน และการซื้อขายพลังงานโซลาร์แบบ P2P เพื่อขยายสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ ปัจจุบันแพลตฟอร์ม Gideon มีสมาชิกในเครือข่ายที่เข้าร่วมกว่า 500 บริษัท/ องค์กร ที่เห็นประโยชน์จากการใช้งานแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืนในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ Defire สตาร์ทอัพไทยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและพื้นที่ชนบท มีแนวคิดการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการสร้างรายได้ (Green Finance) ให้แก่เกษตรกรไทย โดยพัฒนาแพลตฟอร์มลด “การเผาไร่นา” ด้วยกลไก “คาร์บอนเครดิต” พร้อมทั้งปรับปรุงแนวทางการจัดการด้านการเกษตรที่มีมาตรฐานคาร์บอนตามแบบสากล ทาง Defire ได้มีความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น รัฐบาล และหุ้นส่วนด้านการพัฒนาคาร์บอน (Carbon Development Partners) เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว สำหรับแนวคิดในการพัฒนาแพลตฟอร์มของ DeFire คาดว่าจะมีเกษตรกรกว่า 477,000 ราย จะสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์ม และช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 16 ล้านตันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (C02) สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรกว่า 8,500 ล้านบาท ปัจจุบันแพลตฟอร์มมีเกษตรกรเข้าร่วม แล้วมากกว่า 1 หมื่นราย และคาดการณ์ว่า ในปี 2569 จะมีเกษตรกรเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 387,000 ราย ช่วยลดปริมาณก๊าซ CO2 จากการเผาไร่นาได้ประมาณ 1 ล้านตัน สามารถสร้างเครดิตได้ 369.6 ล้านบาท นอกจากนี้เกษตรกรยังสามารถมีรายได้เสริมจากแพลตฟอร์มจากการขายเศษพืชผล (3,326.40 บาท/เฮกตาร์) อีกด้วย

แพลตฟอร์ม Gideon และ Defire สตาร์ทอัพด้านสิ่งแวดล้อม

ภาพที่ 3 แพลตฟอร์ม Gideon และ Defire สตาร์ทอัพด้านสิ่งแวดล้อม

การลดการเกิดก๊าซเรือนกระจก เป็นความร่วมมือที่องค์กรหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสนใจ นอกจากการปรับเปลี่ยนธุรกิจและการดำเนินงานขององค์กรเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การสร้างโอกาสในการพัฒนาธุรกิจแนวคิดใหม่ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยังเป็นอีกกลไกหนึ่งที่เริ่มมีการขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

วิศิษฏ์ ไหมเพ็ชร

สาขาภาคกลางตอนกลาง

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

อ้างอิง