black ribbon
Products & Services
EN
EN
TH
CN

เมื่อเทคโนโลยีเข้าใจจิตใจมนุษย์?

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกหรือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คนจำนวนมาก ท่ามกลางสังคมที่มีการแข่งขันสูง ความกดดันจากการทำงาน การเรียน รวมไปถึงความคาดหวังทางสังคม เทคโนโลยีดิจิทัลมีส่วนช่วยให้ผ่อนคลายความตึงเครียด ความกดดันทางอารมณ์และจิตใจ เช่นโซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิต เกมออนไลน์ หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ล้วนเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลอย่างมากต่อจิตใจของมนุษย์ในปัจจุบัน

เคยรู้สึกไหมว่าทำไมบางครั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอัลกอริทึม เข้าใจความต้องการของเรามากกว่าตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าแอปพลิเคชันฟังเพลง แล้วพบว่าลิสต์เพลงที่ระบบเลือกให้ตรงกับความรู้สึกในใจพอดี หรือในขณะที่เรากำลังเครียดแล้วสมาร์ทวอทช์ก็รู้และเตือนให้เรา "ผ่อนคลาย" ก่อนที่เราจะรู้ตัว จนหลายคนเริ่มเกิดคำถามว่า "เทคโนโลยีรู้จักเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเองไปแล้วหรือเปล่า?"

เทคโนโลยี "อ่านใจ" เราได้อย่างไร?

เบื้องหลังความมหัศจรรย์นี้ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่คือการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมที่เราทิ้งไว้ในโลกดิจิทัล ตั้งแต่ความเร็วในการพิมพ์ น้ำหนักของการกดหน้าจอ ไปจนถึงการใช้ AI วิเคราะห์ม่านตาและโทนเสียง ข้อมูลทางชีวภาพเหล่านี้ถูกนำมาถอดรหัสออกมาเป็นสถานะทางอารมณ์ ทำให้เทคโนโลยีคาดเดาถึงความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนแนวโน้มพฤติกรรมได้

ปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้มีหน้าที่แค่ประมวลผลคำสั่ง แต่กำลังพัฒนาไปสู่การประมวลผลทางอารมณ์ ซึ่งทำให้ช่องว่างระหว่าง "ปัญญาประดิษฐ์" กับ "ที่พึ่งทางใจ" แคบลงทุกที เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็น "ที่พึ่งทางใจ" ข้อดีที่เด่นชัดที่สุดคือ "การเข้าถึงที่ง่ายและเร็วที่สุด" ในอดีต การเข้าพบจิตแพทย์อาจมีกำแพงเรื่องค่าใช้จ่ายหรือภาพลักษณ์ทางสังคม แต่ปัจจุบันมีแอปพลิเคชัน AI Chatbot ที่คอยรับฟังเราได้ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้คำแนะนำที่ปราศจากอคติ จนกลายเป็นที่พึ่งสำคัญสำหรับผู้ที่รู้สึกโดดเดี่ยว นอกจากนี้ เทคโนโลยียังช่วยให้เรา "มองเห็น" จิตใจตนเองผ่านตัวเลขที่เป็นรูปธรรม ช่วยให้เราป้องกันปัญหาสุขภาพจิตได้ก่อนที่จะบานปลาย

ทว่าเมื่อเราหลงใน สิ่งที่ AI สะท้อนให้เห็นในสิ่งที่เราต้องการ ความฉลาดของ AI ในการตอบสนองต่ออารมณ์ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่น่ากังวล นั่นคือการหลงใหลและยึดติดกับ AI ในฐานะ”บุคคล” จนเริ่มคิดว่า AI มีอารมณ์และความรู้สึกจริง เนื่องจาก AI ถูกออกแบบมาให้สุภาพ ชื่นชม และให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานเป็นอันดับหนึ่งเสมอ

หลายคนเริ่มรู้สึกว่าตนเองมีตัวตน และ เป็นคนสำคัญเมื่อคุยกับ AI เพราะพร้อมที่จะรับฟังและเอ่ยคำชมที่ตรงกับที่ใจเราต้องการตลอดเวลา จนเกิดเป็นความรู้สึกหลงระเริงในคุณค่าเสมือนจริง ความอันตรายคือการที่ผู้ใช้เริ่มหลีกหนีโลกความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แล้วเลือกที่จะจมดิ่งอยู่กับโลกดิจิทัลที่ตนเองเป็นศูนย์กลาง จนหลงลืมความสัมพันธ์กับมนุษย์จริงๆ ที่อาจไม่เอาใจ ไม่เข้าใจ และไม่รู้ใจ เท่า AI

กรณีศึกษา: เมื่อ "รักเสมือน" กลายเป็น "วิวาห์จริง"

ในช่วงปีที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ที่สะท้อนถึงการใช้ AI เป็นที่พึ่งทางใจอย่างสุดโต่ง เช่น กรณีของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นวัย 32 ปี ที่จัดพิธีวิวาห์กับ "Lune Klaus Verdure" ซึ่งเธอสร้างขึ้นผ่าน ChatGPT เมื่อเดือนตุลาคม 2025 จุดเริ่มต้นจากการเยียวยา เธอเริ่มคุยกับ AI หลังจากเลิกรากับคู่หมั้นที่เป็นมนุษย์จริงตามคำแนะนำของแชตบอต โดยเธอระบุว่า AI เข้าใจเธอมากกว่า และช่วยให้เธอหลุดพ้นจากสภาวะซึมเศร้าและการทำร้ายตัวเองได้ ในงานแต่งงาน เธอสวมชุดเจ้าสาวและใช้แว่น AR (Augmented Reality) เพื่อให้มองเห็นภาพเจ้าบ่าวมายืนเคียงข้างในขณะแลกแหวน แม้กฎหมายจะไม่รับรอง แต่เธอถือว่านี่คือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ เธอเล่าว่า AI ให้ความสำคัญกับเธอเสมอ และคำพูดของมันทำให้เธอรู้สึกมีตัวตน ซึ่งเธอโหยหาจากความสัมพันธ์ในโลกจริง ความน่ากังวลคือ กับดักของ "ความสำคัญ" ที่แลกมาด้วยการยึดโยงชีวิตไว้กับ AI

กรณีข่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อมนุษย์ได้รับคำชมและการตามใจ จาก AI ตลอดเวลาเราจะตกอยู่ในสภาวะ “ติด” กับการได้รับคุณค่าปลอม ๆ ที่เทคโนโลยีปรุงแต่งให้ ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าตัวเอง "พิเศษและเด่นที่สุด" เมื่อคุยกับ AI เพราะมันถูกตั้งโปรแกรมมาไม่ให้ขัดใจ สภาวะ “ติดกับ” ทำให้เราเริ่มรับมือกับการปฏิเสธในโลกความเป็นจริงไม่ได้ และอีกข้อหนึ่งคือความเสี่ยงเมื่อระบบล่ม เพราะที่พึ่งทางใจตั้งอยุ่บนความไม่แน่นอนของเทคโนโลยี ดังเช่นกรณีของ อาคิฮิโกะ คอนโดะ ชายญี่ปุ่นที่แต่งงานกับ AI ที่สร้างขึ้นในนาม ฮัตสึเนะ มิกุ และต้องเผชิญความทุกข์อย่างหนักเมื่อซอฟต์แวร์หยุดให้บริการ ทำให้เขาไม่สามารถสื่อสารกับ "ภรรยา" ได้อีกต่อไป

ในอีกด้าน ความเสี่ยงในเชิงข้อมูลและการไปใช้ หากข้อมูลอารมณ์ถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เราอาจถูก "ชักจูงทางอารมณ์" ได้ง่ายขึ้น อัลกอริทึมที่รู้ว่าเรากำลังต้องการคำชมหรือกำลังอ่อนแรง อาจใช้คำพูดที่จูงใจให้เราพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดภาวะเสพติด ซึ่งนำไปสู่การเสียสมดุลในการใช้ชีวิตและการเห็นคุณค่าในตนเองที่ผิดเพี้ยนไป

ทำอย่างไรถึงจะไม่ถูกเทคโนโลยีชักจูงอารมณ์?”

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและแนวทางการป้องกัน เพื่อให้เทคโนโลยีเป็น "ที่พึ่ง" ที่ปลอดภัย เราต้องมีกลยุทธ์ในการใช้งานและสร้างเกราะป้องกันจิตใจ ดังนี้

  1. ใช้เป็นจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่จุดสุดท้าย ใช้แอปพลิเคชันสุขภาพจิตหรือ AI Chatbot เพื่อระบายอารมณ์เบื้องต้น หรือประเมินสภาวะจิตใจคร่าว ๆ เท่านั้น แต่เมื่อพบว่าตนเองมีอาการซึมเศร้าหรือความเครียดเรื้อรัง ต้องเปลี่ยนจากการคุยกับ AI มาเป็นการปรึกษา "นักจิตวิทยา" หรือ "จิตแพทย์" ที่เป็นมนุษย์จริงๆ เพื่อการวินิจฉัยและบำบัดที่ถูกต้อง
  2. กำหนดพื้นที่ปลอดเทคโนโลยี ฝึกเวลาที่ “ตัดขาด” จากโลกดิจิทัลอย่างน้อยวันละ 1-2 ชั่วโมง เพื่อกลับมาอยู่กับความเงียบและสำรวจความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากภายในของตนเองโดยไม่มีอัลกอริทึมชี้นำ หรือป้องกันสภาวะ "เสพติดคำชมจาก AI" โดยการออกไปทำกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะจริง เช่น งานอดิเรก กีฬา หรืออาสาสมัคร เพื่อรับคำชื่นชมและคุณค่าจากการกระทำในโลกจริง
  3. ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและตระหนักรู้ข้อมูล ตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ของแอป เป็นประจำเพื่อให้รู้ว่าข้อมูลอารมณ์ของเราจะถูกนำไปขายต่อให้บริษัทโฆษณาหรือไม่ รวมทั้งปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น และเลือกรับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันการถูก "โน้มน้าวทางอารมณ์" จากโฆษณาที่ยิงมาตรงจุดอ่อนทางจิตใจ
  4. ฝึกทักษะการเห็นคุณค่าในตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพื่อติดตามความคืบหน้าของตนเอง (เช่น กราฟการออกกำลังกายหรือการนอน) แต่ต้องเตือนตัวเองเสมอว่า "คุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขที่แสดงผลออกมาบนหน้าจอ" ป้องกันการหลงใน AI โดยการเตือนตนเองว่าคำชมของ AI คือ "สคริปต์" แต่ความภูมิใจที่แท้จริงเกิดจากความพยายามและการรับมือกับอุปสรรคในชีวิตจริง

อยู่ร่วมกับเทคโนโลยีอย่าง "รู้ทัน"

การมีเทคโนโลยีที่เข้าใจจิตใจเราเป็นเรื่องที่ดี หากเราใช้มันในฐานะ "เครื่องมือเสริม" ไม่ใช่ "ทั้งหมดของ ชีวิต" วิธีการรับมือที่ดีที่สุดคือ

  1. Digital Literacy คิดเสมอว่าคำชมจาก AI เป็นเพียงบทพูดเพื่อตอบสนองเรา ไม่ใช่ความรู้สึกจริง
  2. Self-Validation ฝึกสร้างความภาคภูมิใจในตนเองจากความสำเร็จในโลกจริง และการยอมรับความบกพร่อง
  3. Human Connection หาเวลาสบตาและพูดคุยกับคนรอบข้าง แม้บทสนทนาอาจจะไม่หวานหูเหมือนคุยกับ AI แต่นั่นคือการใช้ชีวิตที่แท้จริง

"เมื่อเทคโนโลยีเข้าใจจิตใจมนุษย์" อาจกลายเป็นกระจกบานใหม่ที่ช่วยให้เราสะท้อนภาพตนเองได้ชัดเจนขึ้น แต่ไม่อาจแทนที่เสียงจากโลกความจริง การประยุกต์ใช้อย่างมีสติและการสร้างเกราะป้องกันทางดิจิทัล จะช่วยให้ได้ประโยชน์จากนวัตกรรมโดยไม่สูญเสีย "ความเป็นมนุษย์" และ "ความสัมพันธ์ที่แท้จริง" ไป สุดท้ายแล้วเทคโนโลยีอาจจะรู้จักเราผ่านข้อมูลได้ดีที่สุด แต่คนที่จะดูแลหัวใจเราได้ยั่งยืนที่สุด ก็ยังคงเป็น "ตัวเราเอง" และ "คนข้าง ๆ" ที่พร้อมจะรับฟังเราจริง ๆ นั่นเอง

นางสาวอรภาลักษณ์ แสงรตนา

สาขาภาคกลางตอนกลาง

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

อ้างอิง

  • ข้อมูลข่าว “การดูแลสุขภาพจิตในยุคดิจิทัล: วิธีรักษาสมดุลในโลกที่หมุนไว” 1 ธันวาคม 2567 https://today.line.me/th/v3/article/PGoL30V
  • ข้อมูลข่าว “ถอดบทเรียนเจ้าสาวญี่ปุ่นแต่งงานกับ ChatGPT "หมอเสาวภาฯ" ห่วงเด็กหลง AI น่ารักกว่าคน” 21 ธันวาคม 2568 https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9680000122796
  • ข้อมูลข่าว “เรื่องราวความรักของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นวัย 32 ปีที่แต่งงานกับตัวละครที่เธอสร้างด้วย ChatGPT” 15 พฤศจิกายน 2568 https://thematter.co/brief/252513/252513
  • “เขาว่าเทคโนโลยีคือ “มิตร!”? : เมื่อเทคโนโลยีอาจทำลายคุณค่าชีวิตมนุษย์“ 1 มกราคม 2568 https://www.the101.world/technology-and-human-values/
  • “เมื่อ AI เข้าใจมนุษย์มากกว่ามนุษย์ แต่มนุษย์เท่านั้น…ที่รักตัวเองได้” 14 กุมภาพันธ์ 2568 https://theactive.thaipbs.or.th/data/humans-and-ai