black ribbon
บริการ
TH
EN
TH
CN
ดีป้าแสดงศักยภาพองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลต่ออุตสาหกรรมไทยในงานสัมมนา How Digital Technology Shapes Thai Industrial Landscape under Post COVID19 Era ครั้งที่ 2

ดีป้าแสดงศักยภาพองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลต่ออุตสาหกรรมไทยในงานสัมมนา How Digital Technology Shapes Thai Industrial Landscape under Post COVID19 Era ครั้งที่ 2

26 กรกฎาคม 2566 , กรุงเทพฯ - ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มงานส่งเสริมระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล เข้าร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนาหัวข้อ How Digital Technology Shapes Thai Industrial Landscape under Post COVID19 Era" (เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างภูมิทัศน์อุตสาหกรรมไทยในยุคหลังโควิด 19 อย่างไร) ครั้งที่ 2 จัดโดย มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประจำประเทศไทย ร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ชินาวุธ ชินะประยูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มงานส่งเสริมระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล

สำหรับงานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออภิปรายถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลบนภูมิทัศน์อุตสาหกรรมไทยและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย พร้อมทั้งสร้างและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไทย โดยครั้งนี้ในช่วงเริ่มต้นของการสัมมนา คุณเวสน่า โรดิช ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประจำประเทศไทย ได้กล่าวเปิดงานต้อนรับอย่างอบอุ่น และเข้าสู่ประเด็นแรกที่น่าสนใจ โดย นายชาลี ขันศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้บรรยายถึงภาพรวมของสภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยว่า ทิศทางของอุตสาหกรรมไทยจากดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจได้แก่ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหรือ (MPI) และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในช่วงไตรมาส 1 มีทิศทางหดตัวร้อยละ 4.49 และ 3.1 โดยเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาทางด้านการชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลกผ่านดัชนีต่างๆ ทางเศรษฐกิจและภาคการเงินที่มีการปรับดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นอันจะส่งผลต่อภาคครัวเรือนและภาคเอกชนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งที่เป็นชนวนสำคัญในการเกิดสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาคือโรคโควิด 19 ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนทำให้ความต้องการในการผลิตและการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป และเกิดยุค New Normal ได้แก่ การเว้นระยะห่าง (Social Distancing), Work from Home & Work Hybrid, Digital Technology และอื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามามีบทบาทและมีการขอรับสิทธิบัตรมากขึ้นได้แก่ AI, Quantum Computing, Regenerative Medicine, Autonomous Cars, Block Chain, Cyber Security, VR ตามลำดับ เป็นต้น ซึ่งจากการขอรับสิทธิบัตรทางด้านเทคโนโลยีสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศจีน เป็นประเทศที่กำลังจะผลิกโฉมการเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีในอนาคต เทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นเข้ามาเปลี่ยนแปลงลักษณะของธุรกิจให้เกิดธุรกิจใหม่ การโฟกัสอุตสาหกรรมวิถีใหม่และเกิดระบบการดำเนินธุรกิจใหม่ที่รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงเกิดการขยายตัวทางธุรกิจในรูปแบบ Convergence กล่าวคือการขยายธุรกิจให้ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคทั้งหมดมากกว่าการทำเพียงแค่ธุรกิจหลักเดิมๆ เพียงอย่างเดียว เมื่อได้อธิบายถึงภาพรวมของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเพื่อให้เข้าใจในฉากทัศน์ที่เกิดขึ้นอย่างครอบคลุมแล้ว นายชาลีได้กล่าวถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะต้องมุ่งเน้นที่การพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ (S-Curve) ได้แก่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robotics & Automation), อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics), เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy), แปรรูปอาหาร (Processed Food) และเครื่องมือแพทย์ (Medical Devices)

กติกา ทิพยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประเด็นถัดมา อ.ดร.กติกา ทิพยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้บรรยายถึงหัวข้อ “Revolutionizing The Thai industry: exploring the power of industry 5.0” ว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรมที่ 5.0 อย่างไม่รับรู้ของประชาชนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ซึ่งมีความแตกต่างจากยุคอุตสาหกรรมที่ 4.0 ที่จะมุ้งเน้นเพียงในเรื่องของระบบอัตโนมัติและการเชื่อมต่อไกกลให้เชื่อมโยงกัน รวมถึงมีการใช้ระบบอัจฉริยะต่างๆ ในการช่วยตัดสินใจแทนที่มนุษย์ อย่างไรก็ตามในยุค โดยในยุคอุตสาหกรรมที่ 5.0 นั้นจะมุ่งเน้นไปที่เรื่อง human-robot collaboration, cognitive system และcustomization ซึ่งเป็นการยกระดับเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมให้มนุษย์สามารถมีส่วนร่วมในการทำงานควบคู่ไปกับระดับเทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้นและเกิดความปลอดภัยต่อมนุษย์จากการถูกแทรกแซงด้วยเทคโนโลยี พร้อมทั้งคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอีกด้วย สำหรับประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น หน่วยงานภาครัฐต่างๆ ได้มีการขับเคลื่อนนโยบายให้สอดคล้องกับทิศทางของยุคอุตสาหกรรมที่ 5.0 อย่างเห็นได้ชัดไม่ว่าจะเป็น กรทรวงอุตสาหกรรมไทยที่มีทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยผ่านการขับเคลื่อนด้วยทรัพยากร ประสิทธิภาพและความยั่งยืน, คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่มีแนวทางในการยกระดับการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีฐานรากให้เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและคำนึงถึงเศรษฐกิจสีเขียว เป็นต้น

ภาพบรรยากาศการประชุมหารือ

ในประเด็นสุดท้ายบรรยายโดย ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มงานส่งเสริมระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล ในหัวข้อ Digital Disruption & Industrial change ว่าวิกฤติการณ์โรคระบาดที่ผ่านมาเปลี่ยนโลกของเราให้กลายเป็นพื้นที่ทดสอบ (Sandbox) ขนาดใหญ่ เกิดเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์น่าสนใจใหม่ๆ มากมาย อาทิเช่น Telemed, Telework, Telemonitoring และ Tele-Education เป็นต้น พร้อมทั้งเกิดการผสานเทคโนโลยีให้เชื่อมโยงกันและการก้าวผ่านยุคของเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างรวดเร็วมาก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ประกอบการในการประกอบธุรกิจ โดยเพิ่มเติมในช่วงโรคระบาดโควิด 19 ที่ผ่านมาทิศทางความต้องการจากฝั่งอุปทานทางด้านแรงงานในภาคเทคโนโลยีมีความต้องการลดลงในกลุ่มประเทศอเมริกาที่เคยเป็นเจ้าใหญ่ด้านเทคโนโลยี แต่ในทางกลับกันกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กลับมีความต้องการบุคลากรแรงงานทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น และทิศทางของนักลงทุนที่เลือกลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มากขึ้นสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้สตาร์ทอัพเกิดการขยายตัวมากขึ้นไปทั่วโลก ซึ่งถ้าหากพิจารณาถึงเทคโนโลยีในอนาคตที่นักลงทุนสนใจมากที่สุดได้แก่ Climate Tech, Frontier Tech, Web3.0, AI&ML, Big Data & IoT และ Health & BioTech ตามลำดับ ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องต่อทิศทางโลกที่เปลี่ยนแปลงไปสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลก็มีภารกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนระบบนิเวศน์ดิจิทัลให้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากำลังคนในทุกระดับให้พร้อมรองรับเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมในการวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศต่างๆ ให้รองรับได้แก่ เรื่องกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง, โมเดล Sandbox, การสร้าง Smart City เป็นต้น ในปัจจุบันดีป้ามีโครงการและเครื่องมือที่น่าสนใจและจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีนัยยะสำคัญได้แก่ มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนในด้านต่างๆ, Capital Gain Tax, บัญชีบริการดิจิทัล, ระบบ Tech Hunt, มาตรการ Tax200%, การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการดิจิทัล (Digital Provider) และอีกมากมาย

จากการบรรยาย 3 หัวข้อที่ได้กล่าวมาในข้างต้นเสร็จสิ้นแล้ว ทางมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประจำประเทศไทย ได้เปิดโอกาสให้กับผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ของเทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้างภูมิทัศน์อุตสาหกรรมไทยในยุคหลังโควิด 19 โดยมีการให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และหลักฐานเชิงประจักษ์ต่อการสัมมนาในครั้งนี้อย่างครอบคลุมทั้งในมุมมองของภาครัฐ, ภาคเอกชน และในมุมมองด้านวิชาการอย่างเข้มข้น ซึ่งคาดว่าการสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเป็นจุดชนวนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป