20 พฤศจิกายน 2566, กรุงเทพมหานคร – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน Post Today Thailand Smart City 2024 ที่จัดโดย Post Today ร่วมกับ เนชั่น ทีวี 22 และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ 'แนวทางการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ Thailand Smart City'

นายประเสริฐ กล่าวว่า การขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) จะให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยข้อมูลที่มีความแม่นยำและทันสมัย ประกอบกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ นอกจากนี้ รัฐบาลพร้อมสานต่อ Carbon Neutrality เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ และสร้างข้อได้เปรียบให้กับผู้ผลิตสินค้าและบริการภายในประเทศให้สามารถเจรจาการค้าระหว่างประเทศภายใต้กติกาใหม่ของโลกได้ โดยแผนงานเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายเขตเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศบรรจุอยู่แผนการเร่งพัฒนา Mega Program พลิกโฉมประเทศไทยในการเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลในการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ เครื่องยนต์ที่ 1 ของ The Growth Engine of Thailand
"สำหรับเมืองที่จะได้รับตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะประเทศไทยต้องมีแผนการจัดทำระบบบริการ ประชาชนให้ตอบโจทย์ใน 7 Smarts อาทิ สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ การดำรงชีวิตอัจฉริยะ พลเมืองอัจฉริยะ พลังงานอัจฉริยะ เศรษฐกิจอัจฉริยะ การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ และมีแผนการจัดทำ City Data Platform เพื่อรวบรวมข้อมูลของเมืองที่มีประโยชน์ต่อการบริหารจัดการและจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะจะต้องดำเนินการอย่างยั่งยืน มีความต่อเนื่อง โดยเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี โดย ดีป้า ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พัฒนานโยบายกระตุ้นการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาในพื้นที่เมืองอัจฉริยะผ่านมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 100% ของเงินลงทุนด้านดิจิทัล (จากเดิม 50%) ระยะเวลาสูงสุด 3 ปี เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการที่ขึ้นทะเบียนในบัญชีบริการดิจิทัล" รมว.ดีอี กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า กล่าวว่า หนึ่งในประโยชน์ของการเป็นเมืองอัจฉริยะคือ การได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่ง ดีป้า ได้บูรณาการการทำงานกับ บีโอไอ เพื่อมอบให้กับ กิจการพัฒนาพื้นที่เมืองอัจฉริยะ สำหรับเจ้าของพื้นที่หรือผู้ที่ต้องการพัฒนาพื้นที่เมืองใหม่ (Land Lord / Land Developer) และ กิจการพัฒนาระบบเมืองอัจฉริยะ สำหรับภาคเอกชน (Digital Provider) ที่ต้องการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปให้บริการเพื่อพัฒนาพื้นที่เมืองเดิม โดยทั้งสองกลุ่มจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 50% ระยะเวลาสูงสุด 5 ปี หากเป็นเมืองที่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) สำหรับการลงทุนด้านดิจิทัล

"นอกจากนี้ เมืองที่มีการลงทุนด้านดิจิทัลจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% ของเงินลงทุนด้านดิจิทัล (จากเดิม 50%) ระยะเวลาสูงสุด 3 ปี โดยไม่จำกัดวงเงิน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งสินค้าหรือบริการดิจิทัลที่นำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเมืองจะต้องขึ้นทะเบียนอยู่ในบัญชีบริการดิจิทัลเท่านั้น โดยสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการและผู้ให้บริการดิจิทัลสัญชาติไทยที่ขึ้นทะเบียนมาตรฐานเทคโนโลยีในบัญชีบริการดิจิทัลจะต้องผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยในการใช้งาน (Safety) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Security) และความสามารถในการทำงาน (Functionality)" ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเลือกหาสินค้าหรือบริการดิจิทัลที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานได้ที่แพลตฟอร์ม TECHHUNT (https://techhunt.depa.or.th) แพลตฟอร์มดิจิทัลที่รวบรวมสินค้าและบริการดิจิทัลจากผู้ประกอบการและผู้ให้บริการดิจิทัลไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัล ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะให้ทุกคน ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงและเลือกใช้ได้อย่างสมัครใจ