black ribbon
บริการ
TH
EN
TH
CN

depa พาผู้นำเมือง CSCO ของไทย ลุยเวทีเมืองอัจฉริยะระดับโลก SCSE 2026 พร้อมร่วมเผยเครื่องมือดิจิทัล SLIC Index เพื่อวัด ‘ความสุขของเมืองอัจฉริยะ’

2569, กรุงไทเป (ไต้หวัน) – สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) นำโดย ดร.อภิชาติบุตร รอดยัง ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ดร.นน อัครประเสริฐกุล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ พร้อมด้วย ทีมงานสาขาภาคตะวันออก นำคณะผู้เข้าร่วมหลักสูตร “ผู้นำเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ (Chief Smart City Officers: CSCO)” ร่วมจุดประกายแนวคิดการประยุกต์ใช้โซลูชันระดับโลกเข้ากับความต้องการของเมืองเพื่อตอบโจทย์อย่างแท้จริง ในงาน Smart City Summit & Expo (SCSE) 2026 งานประชุมเมืองอัจฉริยะที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยมีผู้นำจาก 174 เมืองใน 53 ประเทศรวมตัวกันเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของเมืองทั่วโลก

สำหรับหลักสูตร “ผู้นำเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ (Chief Smart City Officers: CSCO)” ได้แบ่งหลักสูตรออกเป็น 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 การอบรมภาคทฤษฎีในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 14–16 มีนาคม 2569 ที่มุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมหลักสูตรได้เรียนรู้แนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในหลากหลายมิติ อาทิ การประเมินศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (HPA) การประยุกต์ใช้ IoT ในระบบสาธารณสุข การพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลเมือง (City Data Platform: CDP) การบริหารจัดการน้ำและพลังงานอัจฉริยะ ตลอดจนความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการใช้เทคโนโลยี Digital Twin เพื่อการบริหารจัดการเมืองอย่างแม่นยำ เป็นต้น โดยส่วนที่ 2 ของหลักสูตรเป็นการศึกษาดูงาน ณ กรุงไทเป (ไต้หวัน) ระหว่างวันที่ 16–20 มีนาคม 2569 เพื่อเปิดมุมมองการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในระดับนานาชาติ ซึ่งการศึกษาดูงานดังกล่าว คณะได้เข้าร่วมงาน Smart City Summit & Expo (SCSE) 2026 และพิธีเปิด Net Zero City Leaders Summit ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับ “Smart City และ Net Zero” เป็นวาระเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ โดยไต้หวันใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยการศึกษาดูงานในครั้งนี้ คณะได้ศึกษาโซลูชันเมืองอัจฉริยะที่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงบริการประชาชน อาทิ ระบบ AI Smart Surveillance สำหรับความปลอดภัยเมือง โครงสร้างพื้นฐาน 5G Smart Pole ที่บูรณาการไฟส่องสว่าง กล้อง และเซนเซอร์ไว้ในจุดเดียว ระบบ AI-Powered Traffic Management ที่ใช้ Big Data และ เทคโนโลยี IoT เพื่อการบริหารจัดการจราจร รวมถึง Energy Management System (EMS) และเทคโนโลยีตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมแบบเรียลไทม์

ทั้งนี้ภายในงาน depa โดย ดร.นน อัครประเสริฐกุล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ได้ร่วมนำเสนอ SLIC Index (Smart and Livable Cities Index) Version 2 บนเวที City Vision Stage ในวันที่ 18 มีนาคม 2569 โดยเผยว่า SLIC Index เป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง depa และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้เป็นเครื่องมือดิจิทัลที่สะท้อนการยกระดับคุณภาพชีวิต ภายใต้ 7 มิติหลัก: Smart Environment, Smart Mobility, Smart Living, Smart Citizenship, Smart Energy, Smart Economy และ Smart Governance สอดคล้องกับนโยบาย Digital Government ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อบริการสาธารณะที่โปร่งใส รวดเร็ว และเข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกคน “SLIC Index เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ที่วิเคราะห์ข้อมูล 92 สัญญาณจาก 35 แหล่งข้อมูลครอบคลุม 103 เมืองทั่วโลก โดยวัดเมืองผ่าน 5 มิติที่ไม่ใช่แค่ GDP หรือจำนวนพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น Growth (การเติบโตทางเศรษฐกิจ) Viability (ความมั่นคงและสิ่งแวดล้อม) Capability (ศักยภาพมนุษย์) Community (ชุมชนและการเป็นส่วนหนึ่ง) และ Creative (พลังสร้างสรรค์) โดยมีจุดเด่นคือ ผู้ใช้สามารถปรับน้ำหนักแต่ละมิติได้ตามความสำคัญของตัวเอง เมืองต่าง ๆ จะจัดอันดับใหม่แบบเรียลไทม์ ไม่ใช่การจัดอันดับที่ใครกำหนดไว้ให้ แต่เป็นเครื่องมือที่ให้ผู้ใช้เป็นคนสร้างอันดับของตัวเอง เมื่อเปิดค่าเริ่มต้น (ทุกมิติเท่ากัน) ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนให้เห็นว่า เมืองที่รวยที่สุดในโลกไม่ได้น่าอยู่ที่สุดเสมอไป ซึ่งผู้ที่สนใจค้นหาความหมายของ “เมืองน่าอยู่” ที่คุณเลือกเองได้นั้นเป็นอย่างไร สามารถใช้งาน SLIC Index ได้ที่ https://slic-index-v2.onrender.com โดยไม่มีค่าใช้จ่าย” ดร.นน กล่าวเสริม

จากนั้นคณะ CSCO ได้ร่วมศึกษาการบูรณาการเทคโนโลยี 5G, AI และ IoT เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานเมือง ผ่านแนวคิด “Smart Infrastructure as a Platform” ซึ่งช่วยให้ระบบต่าง ๆ ภายในเมืองสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ระบบขนส่ง พลังงาน ความปลอดภัย ไปจนถึงการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม โดยมีการใช้ Big Data และ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารเมืองแบบเรียลไทม์ . การเรียนรู้ถึงเทคโนโลยี “5G Smart Pole” และ “Smart Hub Pole” ซึ่งเป็นต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานเมืองยุคใหม่ที่รวมเทคโนโลยีสำคัญไว้ในเสาเดียว ทั้งระบบสื่อสาร 5G กล้อง CCTV อัจฉริยะ เซนเซอร์ตรวจวัดสิ่งแวดล้อม ป้ายดิจิทัล และระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยลดความซ้ำซ้อนของโครงสร้างพื้นฐาน ลดต้นทุนการลงทุนระยะยาว และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเมืองในภาพรวม

การได้เรียนรู้ระบบบริหารจัดการเมืองผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลแบบครบวงจร (Smart Governance Platform) ที่เชื่อมโยงบริการภาครัฐ การชำระเงิน การเข้าถึงข้อมูล และบริการสาธารณะต่าง ๆ ไว้ในแอปพลิเคชันเดียว ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ลดขั้นตอนการให้บริการ และสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานภาครัฐ ตลอดจนการศึกษากรณีตัวอย่างการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของเมืองไทจง ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีมาใช้จริงในระดับพื้นที่ ทั้งด้าน Smart Transportation ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง Smart Healthcare ที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของประชาชน และ Smart Energy ที่สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มเมืองที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้งานและสะท้อนข้อมูลกลับสู่ภาครัฐ

นอกจากการเรียนรู้ในงานนิทรรศการ คณะยังได้ศึกษาดูงานหน่วยงานและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของไต้หวัน อาทิ ศูนย์วิจัยด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหว (NCREE) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับชาติที่พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการเตรียมความพร้อมและรับมือภัยพิบัติ โดยใช้การจำลองสถานการณ์แผ่นดินไหวด้วยระบบ Shaking Table และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงวิศวกรรม เพื่อช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงเป็นฐานความรู้สำคัญในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเมืองให้มีความปลอดภัยและยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ . ตลอดจนการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของเมืองไทเป ซึ่งผสานองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างระบบน้ำที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน รองรับการเติบโตของเมืองในระยะยาว . สำหรับการศึกษาดูงานในครั้งนี้ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจแนวคิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเชิงระบบ ตั้งแต่นโยบายระดับประเทศ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการใช้งานจริงในระดับพื้นที่ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับเมืองของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ