black ribbon
บริการ
TH
EN
TH
CN

ถอดรหัสความสำเร็จ 5G สิงคโปร์: บทเรียนสำคัญสู่อนาคตประเทศไทย

เทคโนโลยี 5G กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการทำงานของผู้คนทั่วโลก และได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม สิงคโปร์เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการนำ 5G มาใช้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจนและการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้สิงคโปร์สามารถสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมต่อการพัฒนาเทคโนโลยี 5G อย่างยั่งยืน และใช้ประโยชน์จาก 5G ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสิงคโปร์ได้ดำเนินมาตรการเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี 5G ดังต่อไปนี้

1. การกำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

รัฐบาลสิงคโปร์ได้ริเริ่มโครงการ Smart Nation ตั้งแต่ปี 2557 เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัล เน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในการบริหารจัดการเมือง การขนส่ง การดูแลสุขภาพ และการเงิน ยกตัวอย่างเช่น การนำระบบระบุตัวตนดิจิทัลที่ช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยเข้ามาใช้ ผ่านโครงการ National Digital Identity (NDI) และการนำเทคโนโลยี AI และ IoT มาปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านโครงการ Smart Urban Mobility เป็นต้น

โดยในด้านเทคโนโลยี 5G รัฐบาลสิงคโปร์ได้มีการวางแผนและกำหนดนโยบายเกี่ยวกับ 5G อย่างเป็นระบบ โดย Infocomm Media Development Authority (IMDA) ได้กำหนดแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยี 5G อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้าน 5G และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น IoT AI และ Cloud Computing เพื่อให้เกิดการใช้งานที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ

2. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G ทั้งในส่วนของเครือข่ายไฟเบอร์ออปติกและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอื่น ๆ โดยรัฐบาลสิงคโปร์ได้ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อมสำหรับการใช้งาน 5G ในระดับประเทศ และได้สนับสนุนให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม

สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาเครือข่าย 5G เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น IoT และ AI การสร้างศูนย์ข้อมูล Singapore Data Centres เพื่อรองรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ และการพัฒนาระบบ Cloud Computing ภาครัฐ (SG GovTech Cloud) เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้เทคโนโลยีคลาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การส่งเสริมการใช้งานและพัฒนาโซลูชัน 5G

สิงคโปร์ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาโซลูชันและแอปพลิเคชันที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G ไม่ว่าจะเป็น Smart Cities IoT AI และ Cloud Computing ซึ่งช่วยให้เกิดนวัตกรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งศูนย์ทดสอบและวิจัยเพื่อให้บริษัทสตาร์ทอัพและนักพัฒนาสามารถทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้

รัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดสรรงบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนาในสาขาเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่น AI บล็อกเชน และชีวการแพทย์ ตัวอย่างโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการ AI Singapore ซึ่งเป็นการเร่งการพัฒนา AI ในภาคอุตสาหกรรมและการศึกษา การจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย (National Research Foundation: NRF) และการจัดตั้ง SGInnovate เป็นหน่วยงานช่วยเหลือสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและทรัพยากร

4. การสนับสนุนภาคธุรกิจและสตาร์ทอัพ

การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพในเอเชีย รัฐบาลสิงคโปร์มีมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจและสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี ผ่านมาตรการสนับสนุนธุรกิจดิจิทัล ตัวอย่างเช่น การจัดตั้ง Infocomm Media Development Authority (IMDA) เป็นหน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัล การดำเนินโครงการ Startup SG เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพให้เข้าถึงเงินทุน การให้คำปรึกษา และเครือข่ายพันธมิตร การจัดตั้ง Productivity Solutions Grant (PSG) เพื่อเป็นเงินสนับสนุนสำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และการจัดตั้ง Enterprise Development Grant (EDG) เพื่อเป็นเงินสนับสนุนให้บริษัทสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและขยายตลาดในระดับโลก นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้ออกมาตรการภาษีเพื่อจูงใจและดึงดูดนักลงทุนและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ให้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศ จึงทำให้มีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Google Facebook Amazon และ Tencent เข้าไปตั้งสำนักงานในสิงคโปร์

5. การพัฒนาบุคลากรและทักษะดิจิทัล

สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยี โดยได้จัดโปรแกรมฝึกอบรมและสนับสนุนการศึกษาด้านดิจิทัล ที่รัฐบาลสิงคโปร์ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนเพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะที่เหมาะสมกับการทำงานในยุค 5G นอกจากนี้ยังมีโครงการ Reskilling และ Upskilling เพื่อเตรียมแรงงานให้พร้อมสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล ยกตัวอย่างโครงการเช่น โครงการ SkillsFuture ที่เป็นการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับประชาชนทุกช่วงวัย และโครงการ TechSkills Accelerator (TeSA) ที่เป็นการฝึกอบรมเฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น AI Data Analytics และ Cybersecurity เป็นต้น

6. กฎหมายและมาตรฐานด้านเทคโนโลยี

สิงคโปร์มีกฎหมายและมาตรฐานที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Act - PDPA) เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้ข้อมูลดิจิทัล กฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Act) เพื่อป้องกันภัยคุกคามทางดิจิทัล และการปลดล็อคหรือผ่อนผันกฎหมาย กฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้องด้านธุรกิจฟินเทค (FinTech Regulatory Sandbox) ในการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีทางการเงิน

สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีการสนับสนุนจากรัฐบาลที่แข็งแกร่ง มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และมีการประยุกต์ใช้ 5G ในภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง ซึ่งประเทศไทยสามารถนำบทเรียนจากสิงคโปร์มาปรับใช้เพื่อเร่งการพัฒนา 5G ให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. นโยบายภาครัฐและการกำกับดูแล

แนวทางของสิงคโปร์

  • รัฐบาลสิงคโปร์มี Smart Nation Initiative ที่เน้นการพัฒนาดิจิทัล ซึ่ง 5G เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญ
  • หน่วยงาน Infocomm Media Development Authority (IMDA) ทำหน้าที่กำกับดูแลและกำหนดกรอบนโยบายการพัฒนา 5G อย่างชัดเจน
  • รัฐบาลสิงคโปร์สนับสนุนเงินกว่า 40 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อวิจัยและพัฒนาแอปพลิเคชัน 5G
  • มีการจัดสรรคลื่นความถี่ 5G อย่างมีประสิทธิภาพ ให้กับผู้ให้บริการหลัก

แนวทางที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้

  • จัดตั้งคณะกรรมการ 5G แห่งชาติ เพื่อกำกับดูแลการพัฒนา 5G อย่างเป็นระบบ และกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์
  • กำหนดนโยบายที่ชัดเจน เช่น ให้ 5G เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
  • จัดสรรงบประมาณรัฐเพื่อสนับสนุน 5G โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น การผลิต การแพทย์ เมืองอัจฉริยะ เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว
  • ลดต้นทุนคลื่นความถี่สำหรับเอกชน เพื่อลดภาระต้นทุนและส่งเสริมการลงทุน

2. โครงสร้างพื้นฐานและการขยายเครือข่าย 5G

แนวทางของสิงคโปร์

  • สิงคโปร์ใช้ Standalone 5G (SA) ตั้งแต่ต้น ทำให้ความเร็วและเสถียรภาพของเครือข่ายสูงกว่า
  • โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟเบอร์ออปติกครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยให้ 5G ขยายตัวได้ง่าย
  • ใช้กลไก Private-Public Partnership (PPP) ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5G

แนวทางที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้

  • เร่งขยายโครงข่าย 5G ให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ เช่น นิคมอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจพิเศษ และศูนย์กลางโลจิสติกส์
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไฟเบอร์ออปติกในพื้นที่ชนบท เพื่อรองรับการขยาย 5G
  • กระตุ้นให้เอกชนลงทุนใน Standalone 5G โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุนจากภาครัฐ
  • ส่งเสริมโครงการนำร่อง 5G ในเมืองหลัก เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ

3. การนำ 5G ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม

แนวทางของสิงคโปร์

  • Smart Port: ใช้ 5G ควบคุมเครือข่ายท่าเรืออัตโนมัติ (Port of Singapore Authority - PSA)
  • Smart Healthcare: ใช้ 5G สนับสนุนการแพทย์ทางไกล และการผ่าตัดระยะไกล
  • Smart City: ใช้ 5G ในการจัดการจราจร ระบบขนส่งมวลชน และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ

แนวทางที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้

  • พัฒนาโครงการ 5G Smart Industry ในภาคการผลิตและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • ขยายโครงการ 5G Ambulance ในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ช้า
  • พัฒนาโครงการ 5G Smart Agriculture โดยใช้โดรนและ IoT Sensors ตรวจสอบสภาพดิน น้ำ และพืชผล และใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศและคาดการณ์โรคพืช
  • สนับสนุนการใช้ 5G ในระบบขนส่งและโลจิสติกส์ โดยใช้ AI & Big Data บริหารจัดการจราจร

4. อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวหน้า

แนวทางของสิงคโปร์

  • ร่วมมือกับ Ericsson, Nokia และ Huawei เพื่อพัฒนาโครงข่ายและแอปพลิเคชัน 5G
  • สนับสนุน 5G Innovation Hub เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี 5G
  • ให้ทุนสนับสนุนสตาร์ทอัพด้าน 5G เพื่อพัฒนาโซลูชันใหม่ ๆ

แนวทางที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้

  • สร้าง 5G Regulatory Sandbox ในประเทศไทยเพื่อเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยี 5G
  • ส่งเสริมให้สตาร์ทอัพและ SME ไทยลงทุนในเทคโนโลยี 5G โดยให้เงินทุนสนับสนุนและโครงการนำร่อง
  • เปิดโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาลงทุนในไทย เพื่อช่วยเร่งพัฒนาโครงข่ายและโซลูชัน 5G

สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปัจจุบันการใช้งานเครือข่าย 5G จะเป็นอันดับหนึ่งของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สิงคโปร์ก็ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาเครือข่าย 6G ในอนาคต โดยเทคโนโลยี 6G คาดว่าจะเป็นการปฏิวัติการสื่อสารไร้สาย ด้วยความเร็วที่สูงกว่า 5G ถึง 100 เท่า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้กับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบ IoT อย่างมีประสิทธิภาพ สิงคโปร์มีความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้วยการลงทุนในโครงการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค 6G ด้วยความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ประเทศไทยเห็นความสำคัญของเทคโนโลยี 5G และได้เริ่มส่งเสริมการใช้งาน 5G ในประเทศ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชน การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาธุรกิจที่ใช้ 5G และการส่งเสริมการใช้งาน 5G ในด้านต่าง ๆ ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่าย 5G และการเตรียมพร้อมสู่ยุคของ 6G เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบริการดิจิทัลและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทย แต่การนำ 5G หรือ 6G มาใช้ยังต้องเผชิญกับความท้าทาย ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากสิงคโปร์เพื่อนำบทเรียน/แนวทางมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ สร้างแรงจูงใจให้เอกชนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 5G และสนับสนุนโครงการความร่วมมือด้านเทคโนโลยี โดยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ใช้งาน เพื่อให้การใช้งาน 5G เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

เสกสันต์ พันธุ์บุญมี

ฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

แหล่งข้อมูล/อ้างอิง