โลกในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นและพลวัตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศต่าง ๆ จึงเร่งพลิกโฉมด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ระดับโลก โดยประเทศไทยเองก็กำหนดวิสัยทัศน์สำหรับการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลว่าจะใช้เทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ พร้อมเปิดประตูสู่โอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่
เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันพึ่งพาแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ และการบริโภคภาคเอกชนที่เป็นเสาหลักของการเติบโต อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ประเทศไทยจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยง พร้อมทั้งเร่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันระยะยาว
ในสถานการณ์ที่มีความผันผวนเช่นนี้ การเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องอาศัยความพร้อม ทั้งด้านข้อมูลที่แม่นยำและทรัพยากรที่เพียงพอ เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในขณะเดียวกัน ยังสามารถมองเห็นและคว้าโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงได้ การวิเคราะห์ประเด็นเหล่านี้อย่างรอบด้านและลึกซึ้งจึงมีความสำคัญ เพราะจะช่วยให้เราไม่เพียงแต่เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างชัดเจน แต่ยังสามารถคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต และวางแผนระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ คือ “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล” ซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีเป็นหัวใจของการพัฒนา เพราะจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประเทศไทยก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ เพื่อก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นแรงขับเคลื่อน สำคัญสำหรับเศรษฐกิจยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียน
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ได้ให้นิยามเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัลไว้ว่า หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้โดยการพึ่งพาหรือสามารถขยายตัวขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญด้วยการใช้ดิจิทัลเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อน ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล บริการดิจิทัล และข้อมูลต่าง ๆ ที่มีการนำดิจิทัลมาเป็นปัจจัยในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้น ๆ โดยเศรษฐกิจดิจิทัลส่งผลดีต่อระบบในหลายด้าน เช่น ด้าน Productivity ทำให้สามารถลดต้นทุนแต่ละกระบวนการ ลดความผิดพลาดจากข้อมูล ยังคงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในด้านอื่น ๆ อีกด้วย
จากรายงาน e-Conomy SEA ของ Google ร่วมกับ Temasek และ Bain & Company ในปี 2567 มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทยคาดการณ์ไว้อยู่ที่ 46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แสดงถึงการเติบโตได้เร็วเป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีอีคอมเมิร์ซและการท่องเที่ยวออนไลน์เป็นแรงผลักดันสำคัญ เมื่อเทียบกับ GDP อยู่ที่ 18.58 ล้านล้านบาท (575.98 พันล้านเหรียญสหรัฐ) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 24.5% ของ GDP นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นอีกว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนในปีเดียวกันมีมูลค่า 2.63 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ( 8.679 ล้านล้านบาท) เติบโตขึ้น 15% จากปีก่อนหน้า รวมถึงประเทศอื่นๆ เช่น
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลในการพลิกโฉมเศรษฐกิจ และทำให้ “เศรษฐกิจดิจิทัล” กลายเป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคอาเซียนในภาพรวมอย่างต่อเนื่อง

ภาพที่ 1 : มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลแต่ละประเทศในปี 2567
ที่มา : รายงาน e-Conomy SEA 2024 Google Temasek และ Bain & Company
หนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งมีบทบาทในการปฏิรูปภาคเศรษฐกิจได้ครอบคลุมทุกด้าน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ภาคธุรกิจได้เร่งปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัล เห็นได้จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ บริการดิจิทัล และแนวโน้มการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่เพิ่มขึ้น
จากการจัดอันดับของ IMD World Digital Competitiveness Ranking 2024 ถึงแม้ประเทศไทยจะอยู่ในอันดับที่ 37 ซึ่งตามหลังสิงคโปร์ อันดับ 1 มาเลเซีย อันดับ 36 โดยสิงคโปร์แสดงให้เห็นถึงพิมพ์เขียวความสำเร็จด้วยความโดดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนภาครัฐ และนโยบายที่ส่งเสริมนวัตกรรม เป็นแนวทางที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้และต่อยอดได้ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้ไทยไม่หยุดนิ่งที่จะยกระดับขีดความสามารถด้านดิจิทัล

ภาพที่ 2 : International Institute For Management Development (IMD) (2567)
ที่มา : https://www.imd.org/centers/world-digital-ranking/
เมื่อพิจารณาจากตัวเลขมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลและอันดับความสามารถทางดิจิทัลของไทยในเวทีโลก จะเห็นได้ชัดว่าไทยยังมีช่องว่างให้พัฒนา แม้มีจุดแข็งในบางด้าน แต่ยังต้องเร่งปรับตัวเพื่อไม่ให้ตามหลังประเทศผู้นำในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย ความแตกต่างด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนภาครัฐ และนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมที่ชัดเจน ทำให้ไทยจำเป็นต้องวางแผนและดำเนินการเชิงรุก
จากบริบทนี้ รัฐบาลไทยจึงได้กำหนดนโยบายดิจิทัลที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน เช่น นโยบายคลาวด์ภาครัฐ (Cloud First Policy) และ นโยบายศูนย์กลางดิจิทัล (Digital Hub Policy) เพื่อส่งเสริมการลงทุน และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อธุรกิจดิจิทัลให้เติบโตได้จริง สะท้อนได้จากอัตราการใช้งาน อีคอมเมิร์ซ และการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่สูงอย่างต่อเนื่อง เมื่อลองพิจารณาในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต ประเทศไทยมีความเร็วเฉลี่ยอินเทอร์เน็ตบนเครือข่ายมือถืออยู่ที่ 107.35 Mbps ซึ่งแม้จะตามหลังสิงคโปร์ที่มีค่าเฉลี่ย 163.29 Mbps แต่ก็จัดอยู่ในเกณฑ์ที่ “เร็วมาก” และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลยังได้พัฒนาพื้นที่ยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการลงทุนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ซึ่งมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและมาตรการจูงใจเฉพาะด้าน อีกทั้งยังมี Thailand Digital Valley (TDV) ในพื้นที่ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลแบบครบวงจร และ Digital Park Thailand (EECd) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่โดยเฉพาะ สามารถต่อยอดไปยังการพัฒนา “แรงงานดิจิทัลที่มีทักษะขั้นสูง” ควบคู่กัน โดยอาศัยความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่เข้ามาลงทุน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่บุคลากรไทย
และในด้านของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการเงินและตลาดทุน ประเทศไทยได้ดำเนินความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยล่าสุดได้มีการอนุมัติร่าง พระราชบัญญัติหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ และมีแผนจะเปิดตัว “เงินบาทดิจิทัล” ภายในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานสู่ระบบเศรษฐกิจการเงินดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ที่จะช่วยเสริมสร้างความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกรรม และยกระดับตลาดทุนไทยให้ทันสมัยเทียบเท่ากับสากล
ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุน ได้แก่ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของภูมิภาค โดยสามารถดึงดูดผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Amazon Web Services (AWS) ที่ได้ประกาศแผนการสร้าง AWS Asia Pacific (Bangkok) Region ในเดือนตุลาคม 2565 ตามมาด้วย Google ที่ประกาศแผนการก่อสร้าง Cloud Region แห่งแรกในประเทศไทย ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน และ Microsoft โดยคุณ สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ก็ได้ประกาศลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567
หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน จะพบว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบอย่างชัดเจนในด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล นอกจากนี้ การมีพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Act: PDPA) ที่มีหลักการอิงจากกฎหมาย General Data Protection Regulation (GDPR) ของสหภาพยุโรป ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในด้านการคุ้มครองข้อมูล ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อ การลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับสากล
ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเหล่านี้ ประเทศไทยจึงมีศักยภาพและความพร้อมในการดึงดูดการลงทุนด้านเศรษฐกิจดิจิทัลจากต่างประเทศอย่างโดดเด่น โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนของภาคเศรษฐกิจดิจิทัลให้สูงถึง 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายในปี 2573 ซึ่งนับเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานและสะท้อนถึงความมุ่งมั่นเชิงนโยบายอย่างชัดเจน
เพื่อรองรับเป้าหมายนี้ BOI มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ครอบคลุม โดยให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่นักลงทุนต่างชาติ เช่น การถือหุ้นได้ 100% การยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด 13 ปี และสิทธิในการถือครองที่ดิน รวมถึงเงินอุดหนุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ความคืบหน้าและความพร้อมในทุกด้านที่กล่าวมาข้างต้น เกิดขึ้นจากการดำเนินงานทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา หรือภาคประชาชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและทั่วถึง
จากทั้งความท้าทายและจุดแข็งที่กล่าวมา ประเทศไทยมีโอกาสมหาศาลในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียน ทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีแนวทางขับเคลื่อนที่สำคัญคือ เร่งยกระดับทุนมนุษย์ดิจิทัล โดยลงทุนในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาและโปรแกรมฝึกอบรมทักษะดิจิทัลขั้นสูง เช่น AI, Data Science, Cybersecurity และ Cloud Computing ให้ครอบคลุมทุกระดับการศึกษาตั้งแต่ประถมถึงอุดมศึกษาและหลักสูตร Upskill/Reskill สำหรับแรงงานปัจจุบัน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดึงดูดและรักษาผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการพิจารณานโยบายวีซ่าสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษอีกด้วย
นอกจากนี้ยังต้องเสริมในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยลงทุนในการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ครอบคลุมและทั่วถึงทุกพื้นที่ เพื่อลดช่องว่างดิจิทัลระหว่างเมืองกับชนบท พร้อมทั้งสนับสนุน ศูนย์ข้อมูล และ Cloud ด้วยการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการลงทุนสำหรับศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์
ด้านการปฏิรูปกฎระเบียบและสร้างบรรยากาศการลงทุน ก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยควรปรับปรุงกฎหมายดิจิทัลให้ทันสมัย เช่น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการคุ้มครองข้อมูล พร้อมลดขั้นตอนราชการที่ซับซ้อนเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและธุรกิจสตาร์ทอัพ พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและโครงการดิจิทัล นอกจากนี้ ควรสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับสตาร์ทอัพและ SME ดิจิทัล ทั้ง Venture Capital และ Corporate Venture Capital รวมถึงสร้างศูนย์บ่มเพาะและ Co-working space เพื่อส่งเสริมนวัตกรรม
ท้ายที่สุด การเชิญชวนการลงทุนจากต่างประเทศถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน ผ่านความมั่นคงทางนโยบายและทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนของประเทศ อีกทั้งไทยยังสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งในการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ร่วมกับการปรับปรุงโครงสร้างและแก้ไขข้อจำกัดอย่างเป็นระบบ เพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ และก้าวสู่การเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างแท้จริง
สุทธิชัย วงษาไฮ
สำนักจัดการสินทรัพย์ดีป้า
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
แหล่งที่มา :