เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง รวมทั้งมาตรการนำเข้าแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) จากสหรัฐอเมริกาซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกและห่วงโซ่อุปทานการผลิตของไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากมูลค่าการส่งออกของไทยคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 70.1 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ในปี 2567
เศรษฐกิจไทยจึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ และก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคใหม่
เศรษฐกิจดิจิทัลเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีศักยภาพสูง โดยในปี 2567 เศรษฐกิจดิจิทัลไทยมีมูลค่าราว 46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 19 และมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าจะเพิ่มสูงถึง 100 - 165 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ยังช่วยเสริมศักยภาพของภาคธุรกิจดั้งเดิมในการยกระดับผลิตภาพของแรงงาน ส่งเสริมประสบการณ์ของลูกค้าต่อสินค้าและบริการให้ดีขึ้น ลดต้นทุนในการดำเนินงาน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่แรงงานในทุกภาคส่วนจำเป็นต้องพัฒนาทักษะดิจิทัลเพื่อดำเนินชีวิตประจำวัน ทำงาน และสร้างมูลค่าในเศรษฐกิจยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังคงมีข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะปัญหาด้านบุคลากร จากรายงาน Thailand Digital Transformation Survey 2025 โดย Deloitte ระบุว่าการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลเป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุดของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภค การให้บริการด้านสุขภาพ และธุรกิจด้านพลังงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานดิจิทัลและช่องว่างทักษะ (Skills Gap) ของแรงงานที่ยังคงขัดขวางศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่อนาคตดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
ปัญหากำลังคนด้านดิจิทัลในไทย
ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเชิงปริมาณ
การก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้น จำเป็นต้องอาศัยแรงงานที่มีความรู้ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (Science, Technology, Engineering, and Mathematics: STEM) อย่างเพียงพอ แต่โครงสร้างบัณฑิตของประเทศไทยยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยบัณฑิตไทยจบปริญญาตรีจากสาขาวิชาบริหารธุรกิจและกฎหมายมากที่สุด ตามด้วยสาขาการศึกษา ในขณะที่สัดส่วนของบัณฑิตที่จบสาขา STEM ในประเทศไทยมีเพียงร้อยละ 33.73 ของบัณฑิตทั้งหมด ซึ่งยังคงตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย ที่ผลิตบัณฑิตสาขา STEM สูงถึงร้อยละ 43.53 ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาความไม่สอดคล้องกันของสาขาวิชาที่จบมาและอาชีพที่ทำ (Field-of-study Mismatch) ของแรงงานสาขา STEM ยังคงเป็นอุปสรรคของการผลิตกำลังคนด้านดิจิทัล โดยพบว่าผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขา STEM กว่าร้อยละ 55 ประกอบอาชีพในสาขาที่ไม่ใช่สาย STEM ส่วนในระดับ ปวส. และ ปวช. มีอัตราดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 91 และ 94 ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเกิดภาวะการขาดแคลนเชิงปริมาณของแรงงานสาขา STEM ในตลาดแรงงานไทย
ปัญหาช่องว่างทางทักษะ
นอกจากปัญหาจำนวนแรงงานดิจิทัลที่ไม่เพียงพอแล้ว คุณภาพของทักษะดิจิทัลก็เป็นประเด็นสำคัญที่น่ากังวล จากรายงานของ World Bank (2024) พบว่าเยาวชนไทยและผู้ใหญ่มีทักษะพื้นฐานดิจิทัลที่ต่ำมาก โดยร้อยละ 74.1 ของเยาวชนและผู้ใหญ่มีทักษะดิจิทัลอยู่ในระดับ 0 - 1 เท่านั้น คือ ไม่สามารถใช้อุปกรณ์ดิจิทัลขั้นพื้นฐานได้อย่างถูกต้อง ขาดความสม่ำเสมอและความแม่นยำในการป้อนข้อมูล มีความยากลำบากในการใช้แป้นพิมพ์และเมาส์ รวมทั้งไม่สามารถทำงานง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลออนไลน์ในการแก้ไขปัญหาได้ เช่น การค้นหาราคาสินค้าในเว็บไซต์สำหรับซื้อขายออนไลน์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะดิจิทัลระดับกลางและสูง ซึ่งจำเป็นต่อทั้งอาชีพดิจิทัล (Digital Jobs) ที่ต้องการทักษะดิจิทัลระดับสูงและเกิดขึ้นโดยตรงในภาค ICT เช่น วิศวกรซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ผู้ดูแลระบบเครือข่าย เป็นต้น และอาชีพที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการทำงาน (Digitally Enabled Jobs) ที่ต้องการทักษะดิจิทัลระดับพื้นฐานถึงปานกลาง เช่น การใช้ซอฟต์แวร์สำนักงาน เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ และแอปพลิเคชันเฉพาะด้านของภาคธุรกิจ เป็นต้น โดยปัจจุบันมีผู้ใหญ่เพียงร้อยละ 5.1 ที่มีทักษะดิจิทัลระดับกลาง และมีผู้ใหญ่เพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่มีทักษะด้านโปรแกรมมิ่งขั้นสูง สอดคล้องกับจำนวนแรงงานในภาค ICT ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือสูงกว่ามีเพียงร้อยละ 7.6 เท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำและยังตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างมาก ทำให้ขีดความสามารถของไทยในการสร้างนวัตกรรมและปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ถูกจำกัด

A. Percent of adults with intermediate digital skills B. Percent of adults with advanced digital skills
ที่มา: World Bank. (2024). Fostering Foundational Skills in Thailand: From a Skills Crisis to a Learning Society (English). Washington, D.C.: World Bank Group.
ความไม่สอดคล้องกันระหว่างทักษะที่นายจ้างต้องการและทักษะที่แรงงานมี ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญในการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลไทย โดยนายจ้างระบุว่าลูกจ้างในภาคดิจิทัลบางส่วนมีทักษะทางเทคนิคไม่เพียงพอ ทำให้นายจ้างมักระบุคุณวุฒิด้านการศึกษาที่สูงเกินกว่าความต้องการของตำแหน่งงาน (Overeducation) ในการจ้างงาน เพื่อให้มั่นใจว่าลูกจ้างจะมีความสามารถพอที่จะทำงานที่ได้รับมอบหมายตามตำแหน่งงานได้ ทั้งนี้ ทักษะด้านภาษาอังกฤษก็ยังเป็นอุปสรรคที่สำคัญ ซึ่งพบว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยมีทักษะภาษาอังกฤษระดับชำนาญเพียงร้อยละ 22 เท่านั้น และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ร้อยละ 26 ระบุว่ากำแพงทางภาษาเป็นอุปสรรคในการยกระดับทักษะของตนเอง ซึ่งโดยปกติแล้ว การขาดทักษะภาษาอังกฤษของแรงงานในภาคส่วนอื่นมักไม่ใช่ปัญหารุนแรงมากนัก แต่การขาดทักษะทางภาษาอังกฤษของกำลังแรงงานในภาคดิจิทัลกลายเป็นข้อกีดขวางสำคัญในการพัฒนาหรือยกระดับทักษะดิจิทัลของแรงงาน เนื่องจากเนื้อหาการเรียนการสอนออนไลน์ด้านดิจิทัลโดยส่วนมากจะเป็นภาษาอังกฤษ และมีเพียงร้อยละ 33 ที่ระบุว่าสามารถเข้าถึงเนื้อหาการเรียนรู้ในภาษาไทยเพื่อการพัฒนาทักษะได้ง่าย นอกจากนี้ การขาด Soft Skills ของแรงงานในภาคดิจิทัล เช่น ทักษะการสื่อสาร ภาวะการเป็นผู้นำ ความคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา เป็นต้น ก็เป็นข้อกังวลของนายจ้างในภาคดิจิทัลเช่นกัน
ปัญหาการกระจุกตัวของแรงงานดิจิทัลในเมืองใหญ่
กำลังแรงงานในภาคดิจิทัลมักจะกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีระดับรายได้ดีกว่า โดยจากการสำรวจของสมาคมโปรแกรมเมอร์ไทยบ่งชี้ว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครมากกว่าร้อยละ 65 โดยจากสัดส่วนดังกล่าวนี้ยังพบว่าร้อยละ 53 ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ย้ายมาจากต่างจังหวัดเพื่อหางานทำในเมืองหลวง ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากโอกาสการทำงานในกรุงเทพฯ มีมากกว่าจังหวัดอื่น ๆ โดยนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในกรุงเทพฯ มีอัตราการว่างงานเพียงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับร้อยละ 13 ในต่างจังหวัด อีกทั้งค่าจ้างเฉลี่ยในกรุงเทพ ฯ ยังสูงกว่าต่างจังหวัดอีกด้วย โดยสัดส่วนของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในกรุงเทพ ฯ ประมาณร้อยละ 32 มีรายได้มากกว่า 70,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ขณะที่ในต่างจังหวัดมีสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 20 เช่นเดียวกันกับในกลุ่มรายได้ต่ำ มีเพียงร้อยละ 15 ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในกรุงเทพ ฯ ที่มีรายได้ต่ำกว่า 25,000 บาทต่อเดือน ขณะที่สัดส่วนดังกล่าวในต่างจังหวัดเท่ากับร้อยละ 24
ผลกระทบจากปัญหาแรงงานดิจิทัลต่อเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย
การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะดิจิทัลเพียงพอย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดย World Bank (2024) คาดการณ์ว่าหากเยาวชนและผู้ใหญ่ไทยพัฒนาทักษะดิจิทัลให้สูงขึ้นหนึ่งระดับเมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน จะช่วยสร้างรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 11.5 ของ GDP และหากสามารถพัฒนาทักษะดิจิทัลร่วมกับทักษะการอ่านและเขียน (Literacy Skills) ร่วมกัน จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้ประเทศไทยสูงถึงราว 3.3 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 20.1 ของ GDP ไทยในปี 2565 ซึ่งนับว่าเป็นมูลค่ามหาศาลและสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาทักษะพื้นฐานของแรงงานมีผลโดยตรงต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในขณะเดียวกัน การกระจุกตัวของแรงงานไทยที่มีทักษะดิจิทัลในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ยังเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างภูมิภาค เนื่องจากปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ภูมิภาคอื่นของประเทศขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะดิจิทัลเพียงพอ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมท้องถิ่น การไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและบุคลากรดิจิทัลอย่างทั่วถึงจึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปรับตัวของธุรกิจในภูมิภาค ส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยดำเนินไปอย่างไม่เท่าเทียม และขยายช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างเมืองกับชนบทให้กว้างยิ่งขึ้น
สรุป
ดังจะเห็นได้ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ทุนมนุษย์คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จเช่นกัน ประเทศไทยอาจพลาดโอกาสในการตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ทันหากช่องว่างทักษะแรงงานยังคงอยู่ การพัฒนากำลังคนจึงต้องเริ่มจากการสร้างทักษะพื้นฐานดิจิทัลให้แข็งแรง ปรับเนื้อหาการศึกษาและฝึกอบรมให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด และขยายโอกาสเข้าถึงหลักสูตรคุณภาพ การพัฒนาแรงงานด้านดิจิทัลจึงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา รวมทั้งการกระจายโอกาสทางการศึกษาและการทำงานไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม และแข่งขันได้ในเวทีโลก
พจนา ชุนถนอม
ฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
เอกสารอ้างอิง