ข้าวถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในฐานะพืชที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและประเทศมาอย่างยาวนาน และหล่อหลอมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของไทยอย่างกลมกลืน อีกทั้งยังเป็นพืชที่แสดงถึงความมั่นคงทางอาหาร ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยข้าวถูกจัดลำดับให้เป็นเป้าหมายลำดับที่สองของเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อขจัดความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พบการระบาดของโรคในข้าวมีแนวโน้มสูงขึ้นสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อผลผลิตและคุณภาพของข้าว ที่ส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการส่งออก นอกจากนั้นโรคข้าวยังมีหลายโรค สามารถระบาดได้อย่างรวดเร็วและเกิดขึ้นได้หลายพื้นที่ ซึ่งการตรวจโรคข้าวด้วยตัวเกษตรกรเองทำได้ยาก จึงจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือ เทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญ ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
หนึ่งในแนวทางที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนคือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วเพื่อเพิ่มพูนประสิทธิผล และป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคในข้าว ที่มีหลายสาเหตุ โดยแยกออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ 1. โรคจากเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรีย และ 2. โรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรีย โดยสามารถสรุปได้ดังนี้
ตารางที่ 1 สาเหตุของโรคข้าว

ที่มาข้อมูล กรมการข้าว ricethailand.go.th
จากจำนวนโรคในข้าวที่หลากหลาย ทำให้เกษตรกรไม่สามารถทราบถึงโรคข้าวที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่ชัด จึงทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจโรคข้าวเบื้องต้นด้วยแพลตฟอร์มที่เป็นการประยุกต์ใช้ความรู้ในด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาช่วยในการวินิจฉัยโรคในข้าว โดย AI จะใช้การประมวลผลจากภาพถ่าย เพื่อสร้างแบบจำลองในการจำแนกภาพใบข้าวและระบุโรค
โดย AI จะปรับความคมชัดของภาพ และปรับภาพให้เป็นภาพระดับสีเทาก่อนที่จะประมวลผล ซึ่งเทคนิคที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือ Convolution Neural Network หรือ (CNN) ซึ่งมีการทำงานคล้ายคลึงกับระบบประสาทการมองเห็นของมนุษย์ ซึ่งหลักการทำงานของ CNN จะดึงความเข้มของระดับสีเทาในแต่ละชั้นของภาพเพื่อให้สามารถระบุระดับความเข้มของสีเทาที่โดดเด่นของภาพ และนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลในระบบว่า ข้อมูลรูปภาพที่ได้ใกล้เคียงกับข้อมูลภาพของโรคในข้าวโรคใด โดยจะเทียบเป็นค่าความใกล้เคียงร้อยละความคล้ายจากระดับความเข้มของสีเทา ดังที่ปรากฎในภาพด้านล่าง

รูปที่ 1 การจำลองทำงานของ Convolution Neural Network (CNN)
ผลลัพธ์ที่ได้จะเรียกว่าโมเดล ซึ่งพบว่ามีผลการทดลองค่าความถูกต้องในการทำนายโรคข้าวมากกว่าร้อยละ 90 ดังนั้นแบบจำลอง CNN จึงเป็นหนึ่งในเทคนิคการจำแนกโรคในข้าวที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถนำไปใช้ในทางปฏิบัติได้
ในปัจจุบันได้มีการนำองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยมาพัฒนาแพลตฟอร์ม หรือแอปพลิเคชัน ที่นำหลักการของ CNN มาจำแนกและระบุโรคข้าว ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มไรซ์ไดแอก (RiceDiag) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มจำลองที่ใช้ในการวินิจฉัยจำแนกโรคข้าว โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ของ AI ประมวลผลได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และสามารถจำแนกโรคในข้าวโดยใช้เพียงภาพถ่ายจากสมาร์ตโฟน และโพสต์ลง RiceDiag เพื่อรับข้อมูลที่วิเคราะห์และประมวลผลได้ทันทีดังรูปด้านล่าง

รูปที่ 2 วิธีการใช้งานจำแนกและระบุโรคข้าวด้วยแอปพลิเคชันของสมาร์ตโฟน sites.google.com/site/sc431137/leading-asia-scholarship-2022

รูปที่ 3 รูปหน้าจอแอพพลิเคชั่นผลลัพธ์ของกระบวนการจำแนกโรคข้าวโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องจักรและปัญญาประดิษฐ์ sites.google.com/site/sc431137/leading-asia-scholarship-2022
ซึ่งเกษตรกรหรือผู้ใช้งานสามารถนำไปใช้ตรวจสอบโรคข้าวเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว แทนผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ ทำให้เกษตรกรสามารถลดความเสียหายหรือหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงการเพาะปลูกของเกษตรกร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการการเพาะปลูกข้าวของเกษตรกรได้ด้วยตนเอง
จะเห็นได้ว่าการนำความสามารถของ AI มาประยุกต์ใช้ในภาคเกษตร สามารถช่วยให้เกษตรกรสามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผลผลิตและคุณภาพของพืชที่ปลูกได้ ดังนั้นถ้าผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างเช่น หน่วยงานของรัฐ หรือ depa ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี จะสามารถต่อยอดองค์ความรู้ที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ผ่านการศึกษาวิจัยเฉพาะหรือการพัฒนาเทคนิค CNN ให้มีประสิทธิภาพความแม่นยำมากยิ่งขึ้นหรือแม้แต่การวิจัยทดลองหาเทคนิคใหม่ๆ ที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม นอกจากนั้นควรมีการเพิ่มฐานข้อมูลหรือปรับปรุงชุดข้อมูลขนาดใหญ่อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้แพลตฟอร์มสามารถใช้ตรวจสอบโรคพืชอื่นๆ ได้และข้อมูลที่ถูกใช้เปรียบเทียบในการตรวจสอบยังเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ทั้งนี้ที่จะขาดไปไม่ได้เลยคือการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีการพัฒนาในประเด็นนี้อยู่ อย่างเช่น ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (Nectec) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ที่จำเป็น ที่จะนำไปสู่การได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเพื่อใช้ในการเผยแพร่และถ่ายถอดต่อไป ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย และช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที และสามารถลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ซึ่งจะเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ของประเทศและของโลกอีกด้วย
เจนกิจ โชติโก
ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
เอกสารอ้างอิง