รู้จัก depa
บริการ
TH
EN
TH
CN

5G กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมการแพทย์

5G กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมการแพทย์

การเข้ามาของเทคโนโลยี 5G เป็นกระแสที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจาก 5G เป็นปัจจัยสำคัญ ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital transformation)

สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยี 5G มีความเร็วมากกว่า 4G ถึง 10 เท่า เปรียบเสมือนรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างประโยชน์ให้กับภาคเศรษฐกิจในระยะยาว เทคโนโลยี 5G ถือเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปและพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ยุคดิจิทัล โดยหนึ่งอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทยคือ อุตสาหกรรมการแพทย์ เช่น เทคโนโลยีใหม่ในการรักษาทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Telemedicine) เป็นต้น


คุณสมบัติของ 5G

5G เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายเจเนเรชั่นที่ 5 ที่มีการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในเรื่องของความเร็วอัพโหลดและดาวน์โหลดบนเครือข่ายไร้สายให้เสถียรและเร็วขึ้น โดยหากเปรียบเทียบกับเทคโนโลยี 4G ที่ใช้กันอยู่ตอนนี้ 5G จะสามารถทำความเร็วได้เร็วกว่าถึง 10 เท่า ซึ่ง 5G ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 10 กิกะบิทต่อวินาที (Gbps) ในขณะที่ 4G นั้นสามารถทำได้สูงสุดที่ 1 Gbps เท่านั้น

ที่มา: https://www.checkraka.com/mobilephone/knowledge/1709648/


การประยุกต์ใช้ 5G ในอุตสาหกรรมด้านการแพทย์

ในปัจจุบันการเข้าถึงการรักษาโรคนั้น มีเพียงทางเลือกเดียว คือผู้ป่วยต้องเดินทางไปพบแพทย์ ที่โรงพยาบาลหรือคลินิก แต่สำหรับผู้คนในพื้นที่ห่างไกล อาจต้องใช้เวลานานในการเดินทางหรืออาจเป็นไป ไม่ได้เลย ดังนั้น Telemedicine และระบบตรวจสอบติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล จึงมีความสำคัญในการพัฒนาระบบการให้บริการสาธารณสุขของประเทศ

อย่างไรก็ตาม Telemedicine และระบบตรวจสอบติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล จำเป็นต้องมี การส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วระดับ Gbps เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์วิเคราะห์ภาพที่มีความละเอียดสูง และ การใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) ซึ่งมีจำนวนข้อมูลบนเครือข่ายมหาศาล โดย 5G สามารถตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ได้ และในปัจจุบันมีแนวโน้มการประยุกต์ใช้ 5G ด้านการแพทย์ ดังต่อไปนี้

  1. การส่งข้อมูลขนาดใหญ่และวิเคราะห์วินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็ว เช่น ผลการวิเคราะห์ MRI หรือภาพที่ได้จากการสแกนอื่นๆ ที่มักเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ มีความละเอียดสูง และจะต้องส่งไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบวินิจฉัย โดยการส่งไฟล์ใหญ่ๆนั้น อาจต้องใช้เวลานานหรือไม่สามารถส่งได้สำเร็จ ดังนั้นการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G จะทำให้สามารถรับส่งข้อมูลทางการแพทย์ขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว
  2. ธุรกิจเกี่ยวกับ Telemedicine ที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดด ตัวอย่างเช่น การรักษาคนไข้ในพื้นที่ชนบทโดยการใช้ Telemedicine โดยเทคโนโลยีดังกล่าวต้องการเครือข่ายที่สามารถรองรับวิดีโอคุณภาพสูงแบบเรียลไทม์ ดังนั้นการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G จะทำให้ระบบการดูแลรักษาสุขภาพทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาศัยเครือข่าย IoT ที่สามารถติดตามอุปกรณ์ต่างๆ เช่น การวัดชีพจร อุปกรณ์วัดวิเคราะห์ผลเลือดและอุปกรณ์วัดความดัน เป็นต้น
  3. การใช้ความเป็นจริงแต่งเติม (Augmented Reality: AR) และความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality: VR) ทำให้การบริการ Telemedicine สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เทคโนโลยี AR และ VR ถูกนำมาใช้ในการบริการสาธารณสุขด้วยการสื่อสารเสมือนจริงที่คล้ายกับแพทย์และผู้ป่วยนั่งอยู่ด้วยกัน โดยเทคโนโลยี 5G จะทำให้ AR และ VR และการคำนวณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย 5G จะทำให้เหมือนมีห้องปฏิบัติการทางการแพทย์บนมือผู้ป่วยและบนมือแพทย์และเชื่อมโยงระหว่างกัน ผ่านระบบ AR และ VR จึงทำให้ในอนาคตอันใกล้ผู้ป่วยอาจจะไม่ต้องเดินทางไปพบแพทย์ไม่จำเป็นอีกต่อไป
  4. การติดตามผู้ป่วยจากระยะไกลแบบเรียลไทม์ตลอดเวลาจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการใช้อุปกรณ์ IoT ทำให้ผู้ให้บริการด้านการแพทย์สามารถมอนิเตอร์ เพื่อตรวจสอบติดตามอาการผู้ป่วยและรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นในการรักษาได้
  5. การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อประเมินความเป็นไปได้และตัดสินใจเลือกแผนการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย นอกจากนี้ AI ยังสามารถช่วยทำนายว่าผู้ป่วยรายใดมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังหรือไม่หลังการผ่าตัด แต่ AI จำเป็นต้องมีการประมวลข้อมูลจำนวนมากที่จำเป็นในการเรียนรู้อย่างรวดเร็วแบบเรียลไทม์ของ AI เครือข่าย 5G จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากเพื่อการประยุกต์ใช้ AI ทางการแพทย์ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด


ประโยชน์และข้อจำกัดของการประยุกต์ใช้ 5G ด้านการแพทย์

ประโยชน์จากการประยุกต์ใช้ 5G ด้านการแพทย์ของไทย ประการแรกคือ การที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายด้านการแพทย์ที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากแต่มีคุณภาพ ทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขัน และมีความพร้อมที่จะเป็นผู้นำทางการแพทย์ในลำดับต้นๆ ของโลก ประการที่สองคือ การสร้างโอกาส การเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างเท่าเทียมและสามารถลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ทำให้ผู้ป่วยสามารถได้รับการดูแลจากจากโรงพยาบาลใกล้บ้านได้ อย่างไรก็ตามแม้การประยุกต์ใช้ 5G ด้านการแพทย์จะมีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็ยังมีข้อจำกัด ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ที่ยังไม่เอื้อต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G ในพื้นที่ห่างไกล อีกทั้งยังมีปัญหาในการจัดเก็บและจัดการข้อมูลผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ รวมถึงความเชื่อมั่น ของคนไข้ในพื้นที่ห่างไกลในการรับการรักษาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่


สรุป

การประยุกต์ใช้ 5G ด้านการแพทย์ ทำให้เราสามารถส่งข้อมูลขนาดใหญ่ วิเคราะห์วินิจฉัยโรค อย่างรวดเร็ว พัฒนาการรักษาแบบ Telemedicine โดยใช้ AR และ VR การประยุกต์ใช้ AI ในการวินิจฉัยโรค และการติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล ซึ่งถือเป็นการพัฒนาบริการด้านการแพทย์อย่างก้าวกระโดด แต่อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G ทางด้านการแพทย์นั้น มีความจำเป็นต้องอาศัยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม บุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ การจัดเก็บและจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสร้างความตระหนักการรับรู้แก่ประชาชน เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลด้านการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ


โดย ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจ

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล


อ้างอิงจาก