black ribbon
บริการ
TH
EN
TH
CN

ระบบดิจิทัลเตือนภัยล่วงหน้า ใช้พลังของ Big Data สู้ภัย Climate Change

โลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียง "เหตุการณ์ไม่คาดฝัน" แต่เกิดขึ้นจาก "ผลลัพธ์โดยตรงจากกิจกรรมของมนุษย์" เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มากขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศทั่วโลก ท่ามกลางบริบทดังกล่าว

เทคโนโลยีดิจิทัลถูกนำมาใช้เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะการพัฒนา “ระบบเตือนภัยล่วงหน้า” (Early Warning System) ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Internet of Things (IoT) ซึ่งสามารถวิเคราะห์แนวโน้มของโอกาสการเกิดภัยธรรมชาติ การคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัย และการแจ้งเตือนประชาชนได้แบบ Real-time โดยหลายประเทศได้พัฒนาและใช้งานระบบดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบคาดการณ์น้ำท่วมด้วย AI ของอินเดีย ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว J-Alert ของญี่ปุ่น หรือการใช้แบบจำลอง Digital Twin ตรวจจับไฟป่าในฟินแลนด์ ซึ่งล้วนเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านจากระบบเตือนภัยแบบเดิมที่เน้นการตอบสนองหลังเกิดเหตุ ไปสู่ระบบที่มุ่งเน้นการป้องกันและลดผลกระทบล่วงหน้า

ในส่วนของประเทศไทย แม้ว่าจะมีการริเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเตือนภัยด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุตุนิยมวิทยา และศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ แต่การบูรณาการข้อมูล การประมวลผลเชิงลึก และการสื่อสารเตือนภัยแบบเฉพาะพื้นที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งหากทำได้สำเร็จจะช่วยปกป้องชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของสังคมในระยะยาวสำหรับประเทศไทยในยุควิกฤตสภาพภูมิอากาศ

Big Data สำคัญอย่างไรในระบบเตือนภัย

  • สามารถรวบรวมข้อมูลจากหลากหลายแหล่งที่มา เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ระดับน้ำ ลม ฝุ่นละออง ภาพถ่ายดาวเทียม
  • สามารถประมวลผลแบบเรียลไทม์ ด้วย AI Machine Learning หรือโมเดลจำลอง
  • สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงล่วงหน้า ได้เป็นรายพื้นที่ รายช่วงเวลา
  • สามารถพยากรณ์ความเสี่ยงเฉพาะจุด ด้วยแบบจำลองเชิงลึก (Predictive Analytics)
  • แจ้งเตือนอย่างเฉพาะเจาะจงและแม่นยำ ถึงผู้ใช้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง (Geotargeting)

ภัยพิบัติที่เทคโนโลยีระบบดิจิทัลสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า

  • น้ำท่วม/พายุ : ตรวจวัดระดับน้ำฝน พื้นที่เสี่ยง และคาดการณ์ปริมาณน้ำ ด้วยแบบจำลอง
  • คลื่นความร้อน : วิเคราะห์อุณหภูมิจากดาวเทียม และแบบจำลองสภาพอากาศ
  • ไฟป่า : คาดการณ์จากความชื้นในดิน ทิศทางลม และพฤติกรรมไฟ
  • ภัยแล้ง : วิเคราะห์ข้อมูลดิน พืชผล และการใช้น้ำจากเกษตรกร
  • สึนามิ : ใช้เซนเซอร์ใต้ทะเลและ AI คำนวณแรงสั่นสะเทือน
  • เอลนีโญ-ลานีญา : วิเคราะห์และผสานข้อมูลมหาสมุทร อุณหภูมิน้ำ และวงจรฝนทั่วโลก แผนที่ อุณหภูมิผิวน้ำทะเล (SST) และความผิดปกติของอุณหภูมิ (SST Anomalies)

ภาพประกอบที่ 1 How Google Uses AI to Improve Flood Forecasting in 80 Countrie

ภาพประกอบที่ 1 How Google Uses AI to Improve Flood Forecasting in 80 Countries (Ictworks Website, 2568) (ตัวอย่างของ น้ำท่วม/พายุ)

ภาพประกอบที่ 2 คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศ

ภาพประกอบที่ 2 คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ (ทำนายสภาพอากาศของหลากประเทศทั่วโลกตาม Map (tiwrm Website, 2568) https://tiwrm.hii.or.th/v3/

ภาพประกอบที่ 3 NASA SPoRT-LiS Soil Moisture Product

ภาพประกอบที่ 3 NASA SPoRT-LiS Soil Moisture Products (Drought Website, 2568) (ตัวอย่างของภัยแล้ง)

ภาพประกอบที่ 4 Sea Surface Temperature: SS

ภาพประกอบที่ 4 Sea Surface Temperature: SST (Climate Copernicus EU Website, 2568) (ตัวอย่างของ เอลนีโญ-ลานีญา)

ตัวอย่างประเทศที่ใช้เทคโนโลยีระบบดิจิทัลเตือนภัยล่วงหน้าอย่างจริงจัง

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา: ระบบ Integrated Public Alert and Warning System (IPAWS) / Wireless Emergency Alerts (WEA)

รายละเอียด: พัฒนาภายใต้ หน่วยงานบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Emergency Management Agency: FEMA) โดยใช้เทคโนโลยี Wireless Emergency Alerts (WEA) ส่งการแจ้งเตือนฉุกเฉิน ผ่านมือถือและช่องทางวิทยุ/ทีวีเช่นเดียวกับระบบ Emergency Alert System (EAS)

จุดเด่น: ใช้เทคโนโลยี Cell Broadcast โดยรองรับกว่า 13 ภาษา Silent Mode สำหรับผู้พิการ มีการจัดประเภทข้อความเตือนภัยตามระดับ เช่น Presidential Alerts (ไม่สามารถปิดได้) Imminent Threat Alerts (ภัยฉุกเฉินทันที เช่น พายุไซโคลน) เป็นต้น ใช้ข้อมูล Feedback และ Machine Learning เพื่อปรับปรุงพื้นที่ส่งสัญญาณให้แม่นยำมากขึ้น และยังครอบคลุมหลายช่องทาง (มือถือ/ทีวี/วิทยุ/Internet)

ภาพประกอบที่ 5 ระบบ IPAWS / Wireless Emergency Alerts (WEA

ภาพประกอบที่ 5 ระบบ IPAWS / Wireless Emergency Alerts (WEA) (Calalerts Website Website, 2568) (ตัวอย่างของระบบ IPAWS)

2. ประเทศเยอรมนี: ระบบ Modular Warning System (MoWaS)/ Cell Broadcast พร้อมแอป NINA

รายละเอียด: พัฒนาภายใต้สำนักงานป้องกันพลเรือนและบรรเทาสาธารณภัยแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี (Federal Office for Civil Protection) พร้อมด้วยแอปแจ้งเตือน NINA และ KatWarn ที่ให้ข้อความเตือนภัยตามตำแหน่งที่ผู้ใช้ตั้งไว้

จุดเด่น: ใช้ระบบ Cell Broadcast (MoWaS) สำหรับส่งข้อความเตือนฉุกเฉินถึงมือถือโดยตรง และผสานกับแอปมือถือเช่น NINA และ KatWarn และยังรองรับหลายช่องทางผสม (Multi-Path) จากระบบ MoWaS สู่แอปมือถือ สื่อสาธารณะ และระบบ Digital ของหน่วยงานราชการ

ภาพประกอบที่ 6 ระบบ MoWaS พร้อมแอป NI

ภาพประกอบที่ 6 ระบบ MoWaS พร้อมแอป NINA (กระทรวงมหาดไทย การก่อสร้าง และมาตุภูมิของรัฐบาลกลางประเทศเยอรมนี, 2021) (ตัวอย่างของระบบ MoWaS / Cell Broadcast พร้อมแอป NINA)

3. ประเทศนิวซีแลนด์: ระบบ Emergency Mobile Alert

รายละเอียด: พัฒนาภายใต้ สำนักงานจัดการเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ (National Emergency Management Agency : NEMA) โดยใช้เทคโนโลยี Cell Broadcast ส่งข้อความเตือนภัยฉุกเฉินไปยังโทรศัพท์มือถือในพื้นที่ที่กำหนด และไม่ต้องลงทะเบียนหรือดาวน์โหลด Application แยก

จุดเด่น: โทรศัพท์ที่รองรับสามารถรับข้อความอัตโนมัติโดยไม่ต้องสมัครหรือดาวน์โหลด ส่งข้อความแม้ในโหมดเงียบหรือโหมดเครื่องบิน (หากเปิดสัญญาณมือถือ) แม่นยำในระดับ Geo-Targeting: เช่น พื้นที่เฉพาะในระดับอำเภอ ตำบล เขตเมือง หมู่บ้าน เป็นต้น มีระบบบันทึกประวัติการแจ้งเตือน และยังครอบคลุมผ่านหลายช่องทาง (ทีวี/วิทยุ/ช่องทางโซเชียล/สื่อกรณีฉุกเฉิน)

ภาพประกอบที่ 7 ตัวอย่างระบบ Emergency Mobile Alert

ภาพประกอบที่ 7 ตัวอย่างระบบ Emergency Mobile Alert

ที่มา NZ Civil Defence 2020

ข้อเสนอเพื่อการพัฒนาระบบเตือนภัยของประเทศไทย (Thailand Digital Public Alert System)

1. พัฒนาแพลตฟอร์มกลางระดับชาติ เช่น National Disaster Alert Platform (NDAP)

แนวทางการดำเนินการ: บูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานหลัก เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา (ภัยพิบัติจากสภาพอากาศ) กรมชลประทาน (น้ำท่วม-ภัยแล้ง) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ภัยทุกประเภท) กรมทรัพยากรธรณี (แผ่นดินไหว ดินถล่ม) และภาคเอกชนที่ให้บริการเครือข่ายสัญญาโทรคมนาคม โดยผสานระบบกับ Application แจ้งเตือนภัยเฉพาะบุคคลที่สามารถ แจ้งเตือนตามตำแหน่ง GPS ของผู้ใช้รองรับหลายภาษา มีคำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการเอาตัวรอด และรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เป้าหมาย: ลดความซ้ำซ้อนของระบบการรายงานภัยพิบัติ รวมข้อมูลภัยพิบัติและส่งตรงสู่ประชาชนจากศูนย์กลาง ทำให้ระบบมีน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

2. นำเทคโนโลยี Cell Broadcast มาใช้และขยายผลจริง

แนวทางการดำเนินการ: ศึกษาและทดลองใช้ Cell Broadcast (CB) แบบเดียวกับสหรัฐฯ เยอรมนี และนิวซีแลนด์ เพราะสามารถส่งข้อความถึงโทรศัพท์มือถือในพื้นที่ที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องรู้เบอร์โทรศัพท์ และไม่ต้องมีอินเทอร์เน็ตหรือสัญญาณเครือข่าย เป้าหมาย: ลดภาระเครือข่ายมือถือ สามารถแจ้งเตือนแม่นยำระดับพื้นที่ และยังลดการแจ้งเตือนที่เกินความจำเป็น

3. ทดสอบระบบเตือนภัยเป็นประจำ (National Alert Test)

แนวทางการดำเนินการ: กำหนดวันทดสอบระบบเตือนภัยระดับชาติอย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง อาจจะในช่วงที่เสี่ยงกับภัยธรรมชาติ เช่น หน้าฝน หน้าแล้ง เป้าหมาย: สร้างความคุ้นชิน เพื่อลดความตื่นตระหนก และเก็บข้อมูลผลตอบรับของประชาชน เพื่อนำไปปรับปรุงระบบ

4. ส่งเสริมความรู้และทักษะของประชาชนด้านความตื่นตัวทางภัยพิบัติ

แนวทางการดำเนินการ: พัฒนาหลักสูตร การเตือนภัยดิจิทัล ในโรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษา จัดอบรมเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น ชุมชนชายฝั่ง พื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง และสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ที่หลากหลาย (เกมจำลอง/อินโฟกราฟิก/คลิปวิดีโอสั้น) เป้าหมาย: สร้างความตระหนักรู้และเสริมทักษะในการรับมือภัยพิบัติให้กับประชาชนทุกกลุ่ม และยังเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบเตือนภัยดิจิทัล รวมถึงพัฒนาสังคมให้มี “วัฒนธรรมการเตรียมพร้อม” ต่อภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง

5. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ

แนวทางการดำเนินการ: สนับสนุนการเข้าร่วมเครือข่ายเตือนภัยระหว่างประเทศ เช่น Global Multi-Hazard Early Warning Systems (MHEWS) หรือ ความร่วมมือด้านระบบ Cell Broadcast ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงศึกษาและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศชั้นนำ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี นิวซีแลนด์

เป้าหมาย: ยกระดับมาตรฐานระบบเตือนภัยของประเทศไทยให้เทียบเท่าสากล เปิดรับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่ดีจากประเทศผู้นำด้านระบบเตือนภัย และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการรับมือภัยพิบัติที่มีผลกระทบข้ามพรมแดน เช่น สึนามิ แผ่นดินไหว รวมถึงส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของกลไกระดับโลกด้านการเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อเพิ่มศักยภาพของบุคลากรไทยในการบริหารจัดการภัยพิบัติในทุกระดับ