black ribbon
บริการ
TH
EN
TH
CN

Digital Service Tax: โอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจไทย

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น การเชื่อมต่อระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการทั่วโลกเป็นไปอย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอสินค้าและบริการของตนเองได้ในวงกว้าง ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารและใช้บริการต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติ อาทิ Facebook Netflix Instagram การเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัลนำมาซึ่งโอกาสมากมายแต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดเก็บภาษีของผู้ให้บริการข้ามชาติ

ความท้าทายของการจัดเก็บภาษีในยุคดิจิทัล

ทั้งที่ ๆ บริษัทข้ามชาติเหล่านี้สามารถสร้างรายได้จำนวนมากจากผู้ใช้บริการในประเทศหนึ่ง แต่เนื่องจากธุรกิจดิจิทัลส่วนใหญ่มักไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศที่ให้บริการ กฎหมายและกลไกภาษีที่มีอยู่จึงไม่ครอบคลุมและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศต้องหาแนวทางในการปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริษัทดิจิทัลข้ามชาติที่สร้างรายได้ในประเทศของตนเอง จะมีส่วนในการเสียภาษีอย่างถูกต้องเช่นเดียวกับธุรกิจในประเทศ หลายประเทศจึงมีการกำหนดกลไกการจัดเก็บภาษี อาทิ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลข้ามชาติต้องมาขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานในประเทศที่ให้บริการและจัดเก็บภาษีจากมูลค่าบริการที่ให้บริการแก่ผู้ใช้ในประเทศนั้น ๆ นอกจากกลไกของ VAT แล้ว ยังมีกลไกที่เรียกว่า Digital Service Tax (DST) เพื่อเรียกเก็บภาษีจากรายได้ของธุรกิจดิจิทัลที่เกิดขึ้นในประเทศนั้น ๆ

กลไก Digital Service Tax

DST เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ที่เกิดจากการให้บริการดิจิทัลบางประเภท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการหลบเลี่ยงภาษีของบริษัทดิจิทัลข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่ไม่มีสถานประกอบการถาวร แต่สร้างรายได้จากการให้บริการออนไลน์แก่ผู้ใช้งานในประเทศนั้น ๆ โดยทั่วไปแล้ว DST จะถูกเรียกเก็บในอัตราที่ต่ำ ราว 2-3% ของรายได้ และครอบคลุมบริการดิจิทัลบางประเภท เช่น บริการโฆษณาออนไลน์ บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล บริการสื่อสังคมออนไลน์ และบริการเช่าพื้นที่ออนไลน์ เป็นต้น

ทั้งนี้ มีหลายประเทศที่มีการนำ DST ไปใช้เป็นกลไกในการจัดเก็บภาษีของธุรกิจดิจิทัลข้ามชาติ อาทิ สหราชอาณาจักร กำหนด DST ในอัตรา 2% ของรายได้ที่เกิดขึ้นจากผู้ใช้งานในสหราชอาณาจักร จัดเก็บจากธุรกิจดิจิทัล 3 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจ e-commerce อาทิ eBay Amazon ธุรกิจ Search engines อาทิ Google Bing และธุรกิจ Social Media อาทิ Facebook Instagram ทั้งนี้ธุรกิจดิจิทัลต้องมีรายได้ทั่วโลกเกิน 500 ล้านยูโร และมีรายได้ในสหราชอาณาจักร 25 ล้านยูโร นอกจากประเทศในยุโรปแล้ว ยังมีประเทศในอาเซียน อาทิ เวียดนามที่มีการจัดเก็บ DST โดยกำหนดในอัตรา 1.5% ของรายได้ที่เกิดขึ้นจากผู้ใช้งานในประเทศเวียดนาม ซึ่งจัดเก็บจากธุรกิจประเภท e-commerce และธุรกิจให้บริการทางด้านดิจิทัล นอกจาก 2 ประเทศที่ได้กล่าวถึงในข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่เริ่มมีการกำหนดใช้ DST ในการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจดิจิทัล รายละเอียดตามภาพด้านล่าง

อัตรา DST ของประเทศต่าง ๆ

ภาพที่ 1 แสดงอัตรา DST ของประเทศต่าง ๆ ที่มา: https://www.ciat.org/digital-services-tax-dst-alive-and-well/?lang=en

โอกาสของประเทศไทยในการใช้ DST

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีดิจิทัลจากธุรกิจดิจิทัลข้ามชาติในรูปแบบ VAT อัตรา 7% โดยมีการบังคับให้ธุรกิจดิจิทัลต้องขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากร อย่างไรก็ตามบางประเทศก็มีการบังคับใช้ทั้ง VAT และ DST ควบคู่กัน อาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร อินเดีย และสเปน เป็นต้น การบังคับใช้ DST จึงถือเป็นอีกโอกาสหนึ่งของประเทศไทยในการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจดิจิทัล

การเพิ่มการจัดเก็บ DST จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศเพิ่มขึ้นราว 714 ล้านบาท จากการจัดเก็บ DST 1% ซึ่งจะถือเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐบาลที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศได้ นอกจากนี้การจัดเก็บ DST ยังเป็นอีกกลไกหนึ่งในการสร้างความเป็นธรรมทางด้านภาษี โดยทำให้ธุรกิจดิจิทัลข้ามชาติขนาดใหญ่ซึ่งสร้างรายได้จากประเทศไทยต้องเสียภาษีในประเทศเช่นเดียวกับบริษัทที่มีการจดจัดตั้งในประเทศไทย และเป็นกลไกในการสร้างความเป็นธรรมทางการแข่งขันระหว่างธุรกิจดิจิทัลข้ามชาติและธุรกิจสัญชาติไทย เนื่องมาจากการลดความได้เปรียบของธุรกิจดิจิทัลข้ามชาติที่มีการหลบหลีกภาษี รวมทั้งรายได้ที่เกิดขึ้นจากการจัดเก็บ DST หากรัฐบาลมีการนำไปใช้ในการลงทุนทางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ อาทิ เคเบิลใต้น้ำ การให้บริการโครงข่ายการสื่อสาร 5G ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการจูงใจนักลงทุนจากต่างประเทศและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยต่อไป

ความท้าทายของประเทศไทยในการใช้ DST

ถึงแม้การจัดเก็บ DST จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามการจัดเก็บ DST ก็สร้างความท้าทายให้แก่ประเทศไทย ด้วยเช่นเดียวกัน การจัดเก็บ DST อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค เนื่องจากการจัดเก็บ DST เป็นการเพิ่มต้นทุนให้แก่ธุรกิจดิจิทัล ซึ่งธุรกิจเหล่านั้นอาจมีการผลักภาระไปให้ผู้ใช้บริการ จึงส่งผลให้ราคาบริการดิจิทัลบางประเภทสูงขึ้น ทั้งนี้ระบบการจัดเก็บภาษีจะมีความซับซ้อนมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกำหนดว่าบริการดิจิทัลใดบ้างที่ต้องเสียภาษีและวิธีการคำนวณรายได้ที่ต้องเสียภาษี และอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางภาษีจากประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีบริษัทดิจิทัลขนาดใหญ่

Digital Service Tax เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทยในการเพิ่มรายได้ของรัฐบาล สร้างความเป็นธรรมทางภาษี และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการดิจิทัลไทยและผู้ประกอบการดิจิทัลข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม การนำ DST มาใช้ต้องมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบ กำหนดอัตราภาษีในระดับที่เหมาะสม รวมถึงสร้างความชัดเจนในการจัดเก็บภาษีและความเข้าใจกับต่างประเทศ ทั้งนี้ต้องมีการนำรายได้จากการจัดเก็บภาษีไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ DST เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างแท้จริง

นพิฏฐา สุฉันทบุตร

ฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ที่มา