
ภาพที่ 1 Digital Twin Technology & GIS, https://www.esriuk.com/en-gb/digital-twin/overview
โลกในยุคปัจจุบันเป็นยุคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงนี้ได้ส่งผลกระทบต่อทุกด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การค้า การลงทุน เครือข่ายการผลิต การท่องเที่ยว เทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมการดำรงชีวิต
ในยุคดิจิทัล การพัฒนาเมืองมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการจัดการพื้นที่ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการวิเคราะห์และแสดงผลข้อมูลเมืองแบบสามมิติเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการวางแผน พัฒนา และบริหารจัดการพื้นที่ การใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศศาสตร์ (Geographic Information System-GIS) และเทคโนโลยีโมเดลเสมือนจริง (Digital Twins) สามารถช่วยให้เราวางแผน พัฒนา และบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถนำไปใช้ร่วมกับแบบจำลองดิจิทัลอื่นๆ ที่แตกต่างกันได้อีกด้วย
การเพิ่มขึ้นของพื้นที่เมืองและสัดส่วนประชากรที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในการวางแผนการพัฒนาเมืองในอนาคต องค์กรภาครัฐระดับประเทศ ระดับท้องถิ่น หรือหน่วยงานด้านสาธารณูปโภคจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนเพื่อให้บ้านเมืองสามารถรับมือกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและความหนาแน่นที่เพิ่มขึ้น และต้องการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะเช่นนี้ การวางแผนนี้ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การพัฒนาพื้นที่เมืองอย่างมีระบบและมีการจัดการทรัพยากรเพื่อให้เข้ากับความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า และบริการสาธารณูปโภคอื่น ๆ ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เมืองสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในอนาคตได้อย่างเหมาะสมผนวกรวมกับแนวคิดการบริหารจัดการพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงมีความจำเป็นต้องหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่สอดรับกับปัญหาดังกล่าว การเลือกใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่จะมาช่วยในการการแสดงผลและวิเคราะห์ข้อมูลเมืองแบบสามมิติ ผ่านเทคโนโลยีเมืองคู่แฝดดิจิทัล (Digital Twin Cities) ร่วมกับ เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศศาสตร์ (GIS) สามารถจำลองสภาพเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อช่วยในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ออกแบบและจัดสรรพื้นที่ โครงข่ายสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ขยะ เป็นต้น ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่การปรับปรุง สำหรับบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้น ตลอดจนการจำลองการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การวางผังเมือง ผังชุมชน โครงการต่าง ๆ อาทิ Mega Project ของรัฐบาล ที่กำลังจะมีการพัฒนาในอนาคต นำไปสู่การพัฒนาเมืองให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ และเชื่อมโยงสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงในระดับนานาชาติ

ภาพที่ 2 เทคโนโลยีเมืองคู่แฝดดิจิทัลทั่วโลก (Digital Twin Cities) , World Economic Forum https://www.weforum.org/publications/digital-twin-cities-framework-and-global-practices/
เทคโนโลยีเมืองคู่แฝดดิจิทัล หรือ Digital Twin Cities เป็นแนวคิดใหม่ที่นำเสนอโมเดลการวางแผนและก่อสร้างเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต โดยรวมกันระหว่างนวัตกรรมทางดิจิทัลเทคโนโลยีกับกลไกการดำเนินงานของเมือง ผ่านการทำระบบแผนที่และฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความแม่นยำ การรวมระหว่างโลกจริงและโลกเสมือน และการกำหนดรูปแบบลักษณะของเมืองในทางกายภาพและดิจิทัล เป้าหมายของเทคโนโลยีนี้คือการส่งเสริมกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในเมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยช่วยให้ผู้บริหารเมืองมีข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ในการตัดสินใจการวางแผนและการดำเนินงาน และช่วยให้เมืองสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อจำลองสถานการณ์ และเตรียมพร้อมในการรับมือตามมาตรการต่างๆ อย่างยั่งยืน จากเอกสาร Digital Twin Cities: Framework and Global Practices ของ World Economic Forum ได้สรุป ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยี Digital Twin ในการบริหารจัดการเมือง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
ลดต้นทุนและเพิ่มนวัตกรรม: ช่วยให้เมืองสามารถทดลองสถานการณ์ “What if” และ “Best possible” เพื่อหากลยุทธ์และมาตรการที่จะทำให้เกิดประโยชน์ในการบริหารจัดการสูงสุด นอกจากนี้ยังสามารถช่วยในการจัดสรรทรัพยากรและวิเคราะห์การดำเนินการที่สำคัญในระบบ เช่น การประมวลผลและวิเคราะห์การไหลของสภาพอากาศภายในชุมชน
ปรับปรุงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม: ช่วยลดต้นทุนพลังงานและปริมาณการปล่อย CO2 นอกจากนี้ยังช่วยจำลองและคาดการณ์สภาพแวดล้อม เพื่อปรับปรุงการวางแผนทางนิเวศของเมืองผ่านการจำลองแบบเสมือนจริง
เพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน: ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างพื้นที่ทางสังคมให้กับประชาชนที่อยู่ภายในพื้นที่ และผู้คนที่เข้ามาใช้บริการพื้นที่ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนและการพัฒนาเมืองผ่านการจำลองสถานการณ์เพื่อคาดการณ์อุบัติเหตุต่าง ๆ การช่วยเหลือผ่านมาตรการ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากเหตุที่จะเกิดขึ้น

ภาพที่ 3 การวิเคราะห์อุณหภูมิในฤดูกาลที่แตกต่างกันของเมือง, World Economic Forum https://www.weforum.org/publications/digital-twin-cities-framework-and-global-practices/
อย่างไรก็ตาม Digital Twin Cities ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งในปัจจุบัน มีความท้าทายหลายอย่างที่ต้องใช้เวลา ทั้งระยะสั้นและระยะยาว อาทิเช่น การรับรู้และความเข้าใจของประชาชนที่แตกต่างกัน การบริหารจัดการและปัญหาของข้อมูลจากการใช้งานเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ รวมถึง การผลิตบุคลากรและกำลังคนสำหรับรองรับการใช้งานระบบที่จะเกิดขึ้น World Economic Forum ได้สรุป ปัญหาและความท้าทายจากการใช้เทคโนโลยี Digital Twin ในการบริหารจัดการเมืองไว้ในเอกสาร Digital Twin Cities: Framework and Global Practices โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
การรับรู้คุณค่าและความเข้าใจในศักยภาพ: อุตสาหกรรมและสังคมยังขาดความเข้าใจที่เกี่ยวกับ Digital Twin Cities ปัจจุบันยังมีการประเมินความเป็นไปได้ของการใช้เทคโนโลยีนี้จากมุมมองที่หลากหลาย Digital Twin Cities มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา การกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองทั้งรูปแบบ Top-Down และ Bottom-Up และสร้างกลไกส่งเสริมทางการจัดทำและแลกเปลี่ยนข้อมูล จะช่วยให้สามารถระบุประเด็นปัญหาที่เหมาะสมในการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการพัฒนาเมือง
การบริหารจัดการข้อมูลและความเป็นส่วนตัว: การจำกัดความสามารถในการรวบรวมข้อมูลของอุปกรณ์ IoT ภายในเมือง อาจทำให้เกิดปัญหาในการปรับใช้และการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล อาทิ การคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Act-PDPA) นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการข้อมูลที่ไม่มีมาตรฐานและการเก็บข้อมูลอย่างไม่เป็นระบบ ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดพลาดในการประยุกต์ใช้และวิเคราะห์ข้อมูลได้ หน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำเป็นต้องกำหนดการใช้งานและแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลที่สามารถมีการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน จะมีการแบ่งระดับของการเข้าถึงข้อมูลที่ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานที่ถือครองข้อมูลก่อนที่จะเปิดแลกเปลี่ยนกันได้เพื่อรับรองความเป็นส่วนตัว
ขาดแคลนทรัพยากรบุคคล: การพัฒนาเมืองเป็นศาสตร์แบบสหวิทยาการ จึงมีความจำเป็นต้องบูรณาการผู้เชี่ยวชาญและทีมงานจากหลากหลายสาขา อาทิ การจัดการเมือง การวิเคราะห์ความต้องการ การพัฒนาระบบสำหรับเทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างแบบจำลอง ทำให้ต้องใช้บุคลากรจำนวนมากในการพัฒนาและใช้งานระบบให้มีความยั่งยืน เพื่อลดปัญการและช่องว่างดังกล่าว หน่วยงานภาครัฐและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนากำลังคนและแรงงานในด้านนี้ เพื่อรองรับการเติบโดตในอนาคต

ภาพที่ 4 กลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเทคโนโลยีเมืองคู่แฝดดิจิทัล, World Economic Forum https://www.weforum.org/publications/digital-twin-cities-framework-and-global-practices/
สำหรับการเริ่มต้นนำเทคโนโลยี Digital Twin Cities ในประเทศไทย ควรจะเริ่มด้วยการบูรณาการข้อมูลเป็นขั้นตอนที่สำคัญเพื่อให้สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐให้เป็นรูปแบบแผนที่เดียวกัน (Onemap) ซึ่งเป็นการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐให้มีมาตราส่วน 1:4000 มีข้อมูลแนวเขตที่ดินที่ทันสมัยและถูกต้อง ทั้งที่เป็นที่ดินของรัฐและที่ดินของเอกชน สามารถนำไปใช้ในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินได้ในอนาคตโดยใช้อุปกรณ์ IoT ผ่านระบบกล้อง CCTV สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ เสาไฟอัจฉริยะ เพื่อติดตามสถานะของการทำงานของเมืองแบบ Real-time โดยการบูรณาการข้อมูลนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างโมเดลเมือง 3D ที่จะช่วยให้การวางแผนและการตัดสินใจเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถให้บริการและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อวางแผนผ่านการพยากรณ์ในการลดผลกระทบและป้องกันภัยพิบัติในอนาคต ดังเช่นในเมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ได้มีการจัดทำโมเดลเมือง 3D ร่วมกับระบบติดตามสภาพภูมิอากาศ สำหรับแจ้งเตือนประชาชนภายในเมืองให้เตรียมรับมือแบบ Real-time และเมืองอุปซอลลา ประเทศสวีเดน ได้มีการบูรณาการข้อมูลสำหรับการออกแบบพื้นที่ในการวางผังเมือง ให้สามารถรองรับการเติบโตของเมืองและประชากรที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับพัฒนาพื้นที่สีเขียวและระบบสาธารณะในการบริการประชาชนในพื้นที่

ภาพที่ 5 โมเดลเมือง 3D ร่วมกับระบบติดตามสภาพภูมิอากาศ สำหรับแจ้งเตือนประชาชน เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้, GIM International, ที่มา : https://www.gim-international.com/content/news/south-korean-city-uses-digital-twin-to-meet-challenges

ภาพที่ 6 การออกแบบพื้นที่ในการวางผังเมืองอุปซอลลา ประเทศสวีเดน , ESRI Thailand ที่มา : https://www.esrith.com/la/blog-la/6-case-studies-on-digital-twins
ในช่วงระยะที่ผ่านมาการนำเทคโนโลยี Digital Twin Cities มาใช้ในประเทศไทย ถือว่ายังห่างไกลกับเป้าหมายหรือความคาดหวังที่หลายคนตั้งเอาไว้ การบูรณาการข้อมูลเมืองและการวางยุทธศาสตร์ของส่วนงานต่าง ๆ ยังไม่สามารถที่จะแสดงผลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทางเลือกของแพลตฟอร์มที่มีทางเลือกน้อยและต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง รวมถึงปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและการผลิตกำลังคนที่ไม่เพียงพอ มาวันนี้ จากที่เต็มไปด้วย ปัญหาและข้อจำกัดมากมาย เทคโนโลยี Digital Twin Cities ในประเทศไทย ได้รับความสนใจอีกครั้งจากสถานการณ์จากทั้ง ภัยพิบัติ อุบัติภัยและโรคระบาด การพัฒนาเมือง บุคลากร และอุตสาหกรรมในด้านนี้ที่เพิ่มมากขึ้น กลับกลายเป็นสมรภูมิใหม่ที่ภาคเอกชนหลายบริษัท ทั้งรายใหญ่และรายย่อยมองเป็นโอกาส เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยี Digital Twin Cities ในประเทศไทย กลายเป็นเรื่องที่หลายภาคส่วน ต่างจับตามองและเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสร้างเมืองอัจฉริยะที่แท้จริง และจะเป็นการกระตุ้นให้มีการนำเทคโนโลยีเมืองคู่แฝดดิจิทัลไปใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ ในประเทศไทยอีกด้วย
ณัฐชนน อมาตยกุล
สาขาภาคกลางตอนกลาง
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
ที่มา/ แหล่งอ้างอิง