black ribbon
บริการ
TH
EN
TH
CN

สัญญาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Contract) กับความผูกพันทางกฎหมาย

เมื่อเรากล่าวถึงสัญญา (Contract) คำ ๆ นี้ หลายคนอาจคุ้นชินและนึกถึงรูปแบบการทำสัญญากันบนกระดาษ โดยใช้วิธีการเขียนด้วยลายมือชื่อ หรือใช้เครื่องพิมพ์ดีด หรือพิมพ์ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และต้องพรินต์ออกมาเป็นกระดาษและส่งให้แก่คู่สัญญาลงนาม ด้วยการลงลายมือชื่อ หรือในกรณีที่คู่สัญญาไม่สามารถลงนามด้วยการเขียนลงลายมือชื่อจริงได้ ก็สามารถใช้วิธีลงลายพิมพ์นิ้วมือนิ้วใดแทนการลงลายมือชื่อได้ โดยจำเป็นต้องมีพยานบุคคลอย่างน้อยสองคน ซึ่งได้รู้เห็นการทำสัญญาและลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วย จึงเสมือนกับการลงลายมือชื่อ ตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การทำสัญญาจึงเป็นเรื่องที่กฎหมายให้ความสำคัญ และด้วยการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศทำให้มีรูปแบบการทำสัญญาที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันเกิดขึ้นมาใหม่ นั่นก็คือสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Contract) ผู้เขียนจึงขอนำเสนอประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ที่ทุกคนควรรู้ไว้ดังนี้

1. สัญญาอิเล็กทรอนิกส์

เป็นสัญญาที่ถูกทำขึ้นด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในรูปแบบใดก็ได้ มีการบันทึก มีการจัดเก็บรักษาไว้อยู่ในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ สามารถนำกลับมาใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ สามารถค้นหาง่าย ไม่สูญหาย เมื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้มีการพูดคุยเจรจากัน ทำความตกลงกัน กำหนดข้อตกลงหรือเงื่อนไขใส่ไว้เป็นรายละเอียดต่าง ๆ ในรูปแบบอาจเป็นข้อความ ภาพ เสียง หรือเป็นภาพเคลื่อนไหว เจรจากันผ่านอีเมล หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น ไลน์ (Line) เฟสบุ๊ค (Facebook) แมสเซนเจอร์ (Messenger) หรือรูปแบบอื่นใดก็ตามทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อทำเสร็จก็ได้มีการบันทึกไว้ จัดเก็บและเก็บรักษาไว้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไฟล์ PDF เอกสารดังกล่าวสามารถนำไปใช้สำหรับการจัดทำสัญญาในชีวิตประจำวันได้ เช่น ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้ เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ยืม กู้ยืมเงิน จ้างทำของ การประนีประนอมยอมความกัน เป็นต้น

2. การลงนามสัญญาอิเล็กทรอนิกส์

การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) คู่สัญญาสามารถลงนามสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบัน กฎหมายได้รับรองและคุ้มครองความชอบด้วยกฎหมายไว้ ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม คำว่า “ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์” หมายถึง อักษร อักขระ ตัวเลข เสียง หรือสัญลักษณ์อื่นใดที่สร้างขึ้นให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนำมาใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคล ผู้เป็นเจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น และเพื่อแสดงว่าบุคคลดังกล่าวยอมรับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น ดังนั้น การลงนามในสัญญาอิเล็กทรอนิกส์จึงมีผลผูกพันทางกฎหมาย

3. ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์

ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม กำหนดไว้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้

(1) ประเภทที่ 1 ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบทั่วไป (General e-Signature) มีระดับความน่าเชื่อถือพอประมาณ ตามมาตรา 9 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ

(2) ประเภทที่ 2 ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือที่เรียกกันว่า “ลายมือชื่อดิจิทัล” (Digital Signature) มีระดับความน่าเชื่อถือมาก มากกว่าประเภทที่ 1 ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบทั่วไป มักให้บริการกันเฉพาะภายในกลุ่ม มีความรัดกุม เช่น มีการเข้าถึงด้วยรหัส หรือมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงได้ จึงเหมาะสำหรับเอกสารประเภทที่กฎหมายต้องการความรัดกุมและมั่นคงปลอดภัยเพิ่มขึ้น ตามมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ

(3) ประเภทที่ 3 ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีผู้ให้บริการออกใบรับรอง (Certification Authority : CA) มีระดับความน่าเชื่อถือมากที่สุด ต้องเข้ารหัสลับ (Encrypt) และมีผู้ให้บริการเป็นคนกลาง ออกใบรับรอง เช่น NATIONAL ROOT CERTIFICATION AUTHORITY OF THAILAND หรือ NRCA ตามมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับนิติบุคคลอย่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด หากต้องลงนามสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ก็สามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกันกับบุคคลธรรมดา แต่ความผูกพันต้องดูตามหนังสือรับรองของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ตามที่ออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ นอกจากกรรมการบริษัทหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้มีอำนาจลงนามด้วยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แล้ว หากมีประทับตราสำคัญของบริษัท ก็ประทับได้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และมีผลผูกพันทางกฎหมายเช่นกัน

4. การเก็บรักษาสัญญาอิเล็กทรอนิกส์

สัญญาอิเล็กทรอนิกส์จะถูกเก็บรักษาไว้อยู่ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น PDF หรือจัดเก็บรักษาไว้ในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งมีความปลอดภัยสูง ไม่ก่อเกิดการเสียหาย หรือการสูญหายของข้อมูล และสามารถเรียกดูข้อความย้อนหลังได้เสมอ

5. ข้อดีหรือประโยชน์ที่ได้รับจากการทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์

(1) ช่วยลดระยะเวลาการทำสัญญาบนกระดาษ ช่วยลดเวลาการเดินทางไปมาเพื่อพบปะเจรจาต่อรองทำสัญญากัน

(2) ช่วยลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ค่ากระดาษ ค่าเดินทาง

(3) ช่วยลดขั้นตอนการทำสัญญา เกิดความสะดวกคล่องตัว ในการทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์สามารถตรวจสอบสถานะของสัญญาได้ หรือสามารถเรียกดูภายหลังของสัญญา หรือจะใส่เอกสารหลายร้อยแผ่นเพื่อเป็นเอกสารอ้างอิง เอกสารแนบท้ายสัญญาได้ในรูปแบบเป็นไฟล์ สามารถส่งให้ดูก่อนได้ แก้ไขได้ หารือกันผ่านทางระบบจอภาพหรือระบบออนไลน์

(4) ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูล มีการเข้ารหัสและการติดตามที่ได้รับการปรับปรุง การแก้ไขเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลง โดยสามารถตรวจสอบได้ หมดปัญหาเรื่องของการปลอมแปลงสัญญา เอกสาร การทำสัญญาสูญหาย ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดได้ง่ายจากบุคคล (Human Error) ในระหว่างดำเนินการทำสัญญา

(5) ช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน มีความเชื่อมต่อระบบข้อมูลและจัดเก็บเป็นระบบในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ไว้บน Cloud Storage สามารถที่จะจัดส่งสัญญา และทำสัญญาได้แบบอัตโนมัติ รวมถึงสามารถลงนามหรือลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ได้อีกด้วย

6. สัญญาอิเล็กทรอนิกส์มีความผูกพันทางกฎหมาย อย่างไร

สัญญาอิเล็กทรอนิกส์นอกจากได้รับการรับรองตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยังได้รับการรับรองคุ้มครองตามกฎหมายพิเศษเฉพาะทาง ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีหัวข้ออันเป็นสาระสำคัญ ดังนี้

(1) ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 7 พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ)

(2) กรณีที่กฎหมายกำหนดให้การใดต้องทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดง หรือกำหนดผลทางกฎหมาย กรณีไม่ทำเป็นหนังสือ ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือไม่มีเอกสาร มาแสดง ถ้าได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือ มีเอกสารมาแสดงตามที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 8 พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ)

(3) กรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการปิดอากรแสตมป์ หากได้มีการชำระเงินแทนหรือดำเนินการอื่นใดด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่หน่วยงานของรัฐซึ่งเกี่ยวข้องประกาศกำหนด ให้ถือว่าหนังสือ หลักฐานเป็นหนังสือ หรือเอกสาร ซึ่งมีลักษณะเป็นตราสารนั้นได้มีการปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าตามกฎหมายนั้นแล้ว (มาตรา 8 พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ)

(4) การเก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ถือว่าเป็นการเก็บรักษาต้นฉบับแล้ว (มาตรา 10 พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ)

(5) ห้ามมิให้ปฏิเสธการรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการพิจารณาตามกฎหมายทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีอื่นใด เพียงเพราะเหตุว่าเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 11 พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ) ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะเชื่อถือได้หรือไม่เพียงใดนั้นให้พิเคราะห์ถึงความน่าเชื่อถือของลักษณะหรือวิธีการที่ใช้สร้าง เก็บรักษา หรือสื่อสารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ลักษณะหรือวิธีการเก็บรักษา ความครบถ้วน และไม่มีการเปลี่ยนแปลงของข้อความลักษณะ หรือวิธีการที่ใช้ในการระบุหรือแสดงตัวผู้ส่งข้อมูล รวมทั้งพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งปวง และใช้บังคับกับสิ่งพิมพ์ออกของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

(6) คำเสนอหรือคำสนองในการทำสัญญาอาจทำเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ และห้ามมิให้ปฏิเสธการมีผลทางกฎหมายของสัญญา เพียงเพราะเหตุที่สัญญานั้นได้ทำคำเสนอหรือคำสนองเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 13 พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ)

ดังนั้น สัญญาอิเล็กทรอนิกส์มีผลผูกพันทางกฎหมายสามารถใช้บังคับกันได้โดยเป็นพยานหลักฐานสำคัญแห่งการฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย และศาลได้ยอมรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาและพิพากษาคดีได้ เหมือนอย่างเช่นคดีทั่วไปที่ทำสัญญาด้วยกระดาษ

ฉัตรมงคล รุ่งรัตน์มณีวงษ์

ส่วนกฎหมาย

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

แหล่งที่มา /ใช้อ้างอิง