black ribbon
บริการ
TH
EN
TH
CN

วิวัฒนาการเทคโนโลยี จากสิ่งประดิษฐ์สู่การประยุกต์ใช้

ทุกวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีมีบทบาทและความสำคัญอย่างมากในชีวิตประจำวัน มีทั้งข้อดีและข้อเสียมากมาย ในบทความนี้จะนำเสนอข้อดี ข้อเสีย ก่อนอื่นผู้เขียนขอพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมของเทคโนโลยี ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงยุคปัจจุบันที่ก้าวหน้าและล้ำสมัยอย่างไม่เคยคาดคิด เทคโนโลยีได้แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของเราอย่างแนบเนียน

อันที่จริง เทคโนโลยีได้อยู่เคียงคู่กับเรามาอย่างยาวนาน เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในช่วงเวลาต่างๆ อย่างแน่นอน ผู้เขียนขอยกตัวอย่างวิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือ ตั้งแต่ยุค Analog จนถึงยุค Digital ที่เริ่มจากโทรศัพท์มือถือยุคบุกเบิก (1G) และพัฒนามาจนถึงโทรศัพท์มือถือยุคปัจจุบัน (5G) ซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจน ดังภาพประกอบนี้

ภาพที่ 1 วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือยุค Analog สู่ยุค Digital

ภาพที่ 1 วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือยุค Analog สู่ยุค Digital ที่มา: https://www.tnnthailand.com/news/infographic/9449/#google_vignette

จะเห็นได้ว่า “เทคโนโลยี” อยู่เคียงคู่กับเรามาอย่างยาวนาน วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือ เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987 และพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน ยุคที่การสื่อสารผ่านระบบดิจิทัลเป็นเรื่องปกติ โทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวสามารถอำนวยความสะดวกได้อย่างครบวงจร ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือไม่ใช่แค่อุปกรณ์สื่อสาร แต่ยังเป็นกล้องถ่ายภาพความละเอียดสูง อุปกรณ์บันทึกเสียง และแปลภาษา ทั้งเพิ่มช่องทางการสื่อสารได้ทั้งรูปแบบการโทร และส่งข้อความ ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถทำธุรกรรมทางการเงิน จองที่พัก สั่งของออนไลน์ ไลฟ์ขายสินค้า เรียนออนไลน์ และการประชุมผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งคุณภาพเสียง ความคมชัดของภาพ ความรวดเร็วในการสื่อสารแบบทันที (Real Time) เป็นต้น อีกทั้งโทรศัพท์บางรุ่นยังสามารถกันน้ำและมี AI ที่สามารถวิเคราะห์ภาพถ่าย จำแนกส่วนประกอบในภาพ และเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของเรา เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ และปรับการใช้งานให้เหมาะสมกับเราได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากโทรศัพท์มือถือแล้ว ปัจจุบันยังมีอุปกรณ์เทคโนโลยีอีกมากมายที่ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบสนองพฤติกรรมการใช้งานที่หลากหลายของเรา ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นใน 5 ยุคสมัย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ดังภาพประกอบนี้

ภาพที่ 2 วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์

ภาพที่ 2 วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ ที่มา: https://worthen-life.com/technology-com5/

วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ เริ่มตั้งแต่ยุคแรกที่ใช้หลอดสุญญากาศ (Vacuum Tubes) ในช่วงปี ค.ศ. 1940 – 1956 และตามมาด้วยยุคที่ 2 ที่เปลี่ยนมาใช้ทรานซิสเตอร์ (Transistor) ในปี ค.ศ. 1956 – 1963 ซึ่งทั้งสองยุคนี้เน้นการพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่มีขนาดใหญ่และต้องการพลังงานสูง จากนั้นยุคที่ 3 ของคอมพิวเตอร์ ในปี ค.ศ. 1964 – 1971 ก้าวไปสู่การใช้วงจรรวม (Integrated Circuits) ทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยุคที่ 4 คือการพัฒนาไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessors) ในปี ค.ศ. 1972 – 2010 ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลได้เร็วขึ้นและมีการใช้งานที่แพร่หลาย เมื่อเข้าสู่ยุคที่ 5 ซึ่งเป็นยุคของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 จนถึงปัจจุบัน เทคโนโลยีได้ก้าวกระโดดไปไกล AI ถูกนำมาใช้ในการประมวลผลข้อมูล ช่วยในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น การใช้งาน Google Assistant หรือ ChatGPT ที่สามารถช่วยลดระยะเวลาในการทำงานให้กับเราได้เป็นอย่างมาก ทั้งการเปลี่ยนแปลงในยุค AI นี้ ยังสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการทำงานขององค์กรหลาย ๆ แห่ง ที่เริ่มปรับตัวมาใช้ระบบการทำงานแบบ Hybrid Working ที่เกิดขึ้นจากวิกฤต COVID-19 ทำให้พนักงานสามารถเลือกได้ว่าจะทำงานที่ไหน ช่วยลดความเครียด และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมาก การทำงานแบบยืดหยุ่นนี้ ยังช่วยให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภาพที่ 3 Hybrid Workforce Network

ภาพที่ 3 Hybrid Workforce Network ที่มา: https://www.codeskworkplace.com/what-is-hybrid-working/

ภาพที่ 4 What is a hybrid model?

ภาพที่ 4 What is a hybrid model? ที่มา: https://www.codeskworkplace.com/what-is-hybrid-working/

นอกจากการปรับตัวให้ทันตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วแล้ว วิธีการทำงานและการดำเนินชีวิตของเราก็ต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย เพราะเราไม่สามารถยืนอยู่ที่เดิมได้ตลอด การปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราสามารถปลดล็อคศักยภาพของตัวเองได้ด้วยการเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การใช้ ChatGPT เพื่อค้นหาข้อมูล วิเคราะห์และสรุปข้อมูลอย่างรวดเร็ว หรือการใช้โปรแกรม CANVA ในการออกแบบสื่อที่มีความสร้างสรรค์ และน่าสนใจ ไม่เพียงเท่านี้ เทคโนโลยียังมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพด้วย เช่น การใช้ Smart Watch เพื่อตรวจสอบสุขภาพของตัวเองแบบเรียลไทม์ และอีกกุญแจสำคัญ คือ การเปิดใจเข้าสู่โลกแห่งองค์ความรู้ออนไลน์ เปิดใจฝึกฝนทักษะใหม่ ๆ ที่จะทำให้เราสามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดในชีวิตประจำวัน และในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้เขียนได้นำหลักสูตรทางด้านดิจิทัลที่น่าสนใจมาแชร์ต่อ ผู้อ่านสามารถเรียนเพื่อ Up-skill, Re-skill และ New-skill ได้ฟรี ทั้งได้รับเกียรติบัตรออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์ม e-Learning ที่เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) มีหลักสูตรด้านดิจิทัล เช่น HACKaTHAILAND: https://www.hackathailand.com/ ThaiMOOC: https://thaimooc.org/taxonomy/publisher/depa, depaCONNEXION: https://depaconnexion.com/Dashboard depa GAME Online Academy: https://depagoa.com/ Coding for Metaverse: https://codingformetaverse.com/ และ Coding Thailand: https://codingthailand.org/ และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรด้านดิจิทัลของ depa เท่านั้น สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: depa Thailand และ LINE OA: @depaThailand หรือจะเข้าเรียนผ่านหลักสูตรของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: https://mooc.chula.ac.th/ วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่: https://www.lifelong.cmu.ac.th/ โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย (Thailand Cyber University): https://thaimooc.org/ มหาวิทยาลัยบูรพา: https://mooc.buu.ac.th/ มหาวิทยาลัยมหิดล: https://channel.mahidol.ac.th/mca เป็นต้น จะเห็นได้ว่ามีหลักสูตรมากมายที่ถูกพัฒนาขึ้น ผู้อ่านสามารถเลือกเรียนรู้ได้ตามความสนใจ เพื่อให้รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีในปัจจุบัน

ในส่วนท้ายนี้ เรามาดูกันว่า แล้ว เทคโนโลยี มีข้อดีกับเราอย่างไร และส่งผลเสียอย่างไรกับเราบ้าง โดยขอเริ่มที่ข้อดีก่อน ผู้เขียนได้สรุปเป็นรายข้อ ดังนี้

  1. เทคโนโลยีช่วยลดความยุ่งยากและซับซ้อนลง ลดเวลาในการค้นคว้าข้อมูล จากเดิมที่ต้องค้นคว้าผ่านหนังสือ ก็สามารถค้นผ่านอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น เช่น การเลือกใช้โปรแกรมที่เหมาะสมเข้ามาช่วยในการช่วยทำงาน
  2. เทคโนโลยีช่วยให้การสื่อสารทางไกลเป็นไปได้อย่างง่ายดาย สะดวก มีราคาถูก และรวดเร็ว ต่างจากสมัยก่อนที่การสื่อสารแต่ละครั้งต้องเขียนจดหมาย หรือมีค่าโทรที่แพงมาก
  3. เทคโนโลยีช่วยให้เราเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้ง่ายมากขึ้น เข้าถึงได้ด้วยตัวเอง เรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้บนโลกออนไลน์ต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน หรือตัวอย่างตามที่ผู้เขียนได้ระบุไว้ข้างต้น
  4. เทคโนโลยีช่วยให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่ง่าย เช่นในตัวอย่างที่ผู้เขียนได้พูดถึงการเลือกใช้นาฬิกาอัจฉริยะ (Smart Watch) ในการตรวจเช็คสุขภาพได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชันการตรวจสุขภาพที่ปรากฎให้เห็นมากมาย เช่น แอพลิเคชันการนัดเข้าพบหมอผ่านออนไลน์ เราไม่ต้องเสียเวลาไปจองคิวที่โรงพยาบาล เป็นการใช้เทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกได้อย่างแท้จริง รวมถึงมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการตรวจเช็คข้อมูลสุขภาพ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่คุณหมอ และพยาบาล รวมทั้งแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพที่มีประโยชน์อีกมากมาย ที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึง
  5. เทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้าและบริการ เช่น จากเดิมการซื้อสินค้าต้องใช้เวลาในการเดินทางเพื่อไปเลือกสินค้า ณ ร้านสะดวกซื้อ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีช่วยให้การเลือกซื้อสินค้าและบริการเป็นเรื่องที่ง่ายมากยิ่งขึ้น เพียงใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ สินค้าก็จะถูกจัดส่งมาถึงที่ เป็นการช่วยอำนวยความสะดวกได้อย่างมาก ลดค่าใช้จ่าย และลดการสูญเสียเวลาในการเดินทางได้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ถึง เทคโนโลยี จะมีประโยชน์ค่อนข้างมาก แต่ถ้าเราใช้ไปในทางที่ผิด ก็อาจก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้ แบบที่เราเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน ผู้เขียนได้สรุปเป็นรายข้อ ดังนี้

  1. การเล่นโซเชียลมากเกินไป เราอาจสูญเสียความเป็นส่วนตัวได้ เสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลถูกเก็บไปโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต เสี่ยงเป็นเป้าหมายของการถูกโจมตีทางไซเบอร์ ทั้งอาจทำให้สมดุลในชีวิตของเราเสีย อารมณ์แปรปรวน และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ รวมถึงอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น อาการปวดตา ตาล้า ตาพร่ามัว ปวดเมื่อย และปัญหาเรื่องการนอนหลับ เป็นต้น
  2. ถ้าเราเลือกใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำงานมากเกินไป อาจทำให้เราเคยชิน และขาดการคิดวิเคราะห์ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
  3. ด้วยปัจจุบันการทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องปกติ บางคนจึงเลือกตอบแชท ตอบไลน์ ขณะที่กำลังขับรถ ทำให้การโฟกัสไปอยู่ที่โทรศัพท์มากกว่า ทำให้เสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุขณะเดินทางได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ
  4. ถ้าเราใช้สื่อออนไลน์โดยไม่ระมัดระวัง เช่น การโพสต์ หรือแชร์ข้อมูลที่ไม่เหมาะสม หรือข้อมูลเท็จ ที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย อาจถูกฟ้องร้องได้ เนื่องจากผิดข้อกฎหมาย

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ผู้เขียนเชื่อว่า การใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ และคำนึงถึงผลดี และผลเสียที่จะเกิดขึ้น จะช่วยให้เราใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่สร้างความเดือดร้อน หรือส่งผลเสียกับใคร

โดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในชีวิตเราอย่างมาก ทั้งในด้านดีและด้านเสีย ผู้เขียนได้อธิบายภาพรวมของเทคโนโลยีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยยกตัวอย่างวิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ เช่น โทรศัพท์มือถือที่พัฒนาจากยุค 1G ถึง 5G และคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาจากยุคหลอดสุญญากาศจนถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้การสื่อสารสะดวกขึ้น การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการเรียนรู้ทำได้ทุกที่ทุกเวลา เทคโนโลยียังช่วยในการดูแลสุขภาพและการซื้อสินค้าออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรดิจิทัลมากมายที่ช่วยให้เราเรียนรู้และพัฒนาทักษะเพื่อก้าวทันการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ไม่ระมัดระวัง อาจนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ เช่น การสูญเสียความเป็นส่วนตัว เสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์ และปัญหาสุขภาพจากการใช้งานมากเกินไป การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปอาจทำให้ขาดทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถก็เป็นอันตราย นอกจากนี้การโพสต์หรือแชร์ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมาย ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติและรู้เท่าทันเป็นสิ่งสำคัญ ควรคิดวิเคราะห์ก่อนแชร์ ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาทักษะดิจิทัลอยู่เสมอเพื่อใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อตัวเองและผู้อื่น

ศิริประภา ประภากรเกียรติ

สาขาภาคอีสานตอนกลาง

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ที่มา