black ribbon
บริการ
TH
EN
TH
CN

Mathematics in Smart City: คิดเลขสร้างเมือง

เมืองอัจฉริยะ (Smart City) เป็นเมืองที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและชาญฉลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการและการบริหารจัดการ ลดค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากร โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนเมืองให้น่าอยู่ ทันสมัย และยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาเมืองในลักษณะนี้ต้องอาศัยระบบที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกมิติของเมืองเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่การบริหารจัดการทรัพยากร การประมวลผลข้อมูล ไปจนถึงการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในระยะยาว

ความซับซ้อนของระบบเมืองอัจฉริยะไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรวมตัวของปัจจัยหลายด้าน เช่น การเพิ่มขึ้นของประชากรในเขตเมือง ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ และแรงกดดันจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน เพื่อให้ทุกองค์ประกอบของเมือง ไม่ว่าจะเป็นการจราจร พลังงาน น้ำ หรือการจัดการขยะ สามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเมืองจำเป็นต้องมีระบบการวางแผนและตัดสินใจที่มีความแม่นยำ รอบคอบ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์แบบเรียลไทม์ได้

คณิตศาสตร์ จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางวิชาการ แต่กลายเป็นเบื้องหลังของการออกแบบเมืองอัจฉริยะ เพราะสามารถแปลงความซับซ้อนของข้อมูล การตัดสินใจ และระบบเมืองให้กลายเป็นแบบจำลองที่สามารถวิเคราะห์ คาดการณ์ และเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างมีระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คณิตศาสตร์จึงทำหน้าที่เป็น “Core Strategy” ในการสนับสนุนการจัดการเมืองอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน

บทบาทของคณิตศาสตร์ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

คณิตศาสตร์เป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีและกระบวนการตัดสินใจในเมืองอัจฉริยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimization) และการพยากรณ์ (Prediction) ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่

  • การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Big Data Analytics): คณิตศาสตร์ช่วยประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในเมืองทุกวัน เช่น การจราจร การใช้พลังงาน และการเคลื่อนไหวของประชากร เพื่อสร้างข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ปรับปรุงการจัดการเมืองได้
  • การควบคุมระบบอัตโนมัติ (IoT): การใช้อุปกรณ์ IoT เช่น เซ็นเซอร์และอุปกรณ์ติดตามข้อมูล ต้องพึ่งพาอัลกอริทึมทางคณิตศาสตร์เพื่อประมวลผลข้อมูลและตัดสินใจแบบเรียลไทม์ เช่น การปรับระบบไฟจราจรให้เหมาะสมกับสภาพการจราจร
  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI): คณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานของ Machine Learning และ AI ที่ใช้ในการแก้ปัญหาในเมือง เช่น การคาดการณ์ความต้องการพลังงาน หรือการวิเคราะห์แนวโน้มอาชญากรรม

ความเชื่อมโยงของคณิตศาสตร์กับเทคโนโลยี

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่สามารถแยกออกจากเทคโนโลยี เช่น AI IoT และ Big Data ได้ และคณิตศาสตร์เป็นตัวเชื่อมที่ทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ:

  • AI และ Machine Learning: การฝึกและการสร้างแบบจำลอง AI เช่น Neural Networks หรือ Decision Trees ล้วนพึ่งพาสมการทางคณิตศาสตร์ เช่น Calculus และ Linear Algebra
  • IoT และการจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์: อุปกรณ์ IoT เก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล และการประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ใช้สถิติและการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในข้อมูลและการสร้างรูปแบบการทำนาย
  • Big Data Analytics: คณิตศาสตร์ช่วยในการพัฒนาวิธีการที่สามารถแยกข้อมูลที่มีความสำคัญออกจากข้อมูลจำนวนมาก และสร้างแนวทางการวางแผนที่แม่นยำ เช่น การพยากรณ์ความหนาแน่นของการจราจร

ดังนั้น การผสานกันระหว่างคณิตศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้เมืองอัจฉริยะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดแบบเดิม ๆ และพัฒนาเป็นระบบที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชากรได้อย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพ และสมดุลกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

การประยุกต์ใช้คณิตศาสตร์ในเมืองอัจฉริยะ

  • การเลือกโครงการด้วย Project Selection Mathematical Model แบบจำลองทางคณิตศาสตร์สำหรับการเลือกโครงการ (Project Selection Mathematical Model) ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเมืองในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการต่าง ๆ ภายใต้งบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ตัวอย่างเช่น หากเมืองต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด การสร้างพื้นที่สีเขียว และการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อบริหารการจราจร แต่มีงบประมาณจำกัดเพียงพอสำหรับ 2 ใน 3 โครงการ โมเดลนี้จะช่วยวิเคราะห์ว่าโครงการใดควรได้รับการจัดลำดับก่อนตามเกณฑ์ เช่น ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากร ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

  • การจัดวางโครงสร้างพื้นฐานด้วย Facility Location Model โมเดลนี้มีบทบาทสำคัญในเมืองอัจฉริยะ โดยช่วยในการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งของสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตัวอย่างเช่น การกำหนดจุดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Stations) เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่เมืองได้ดีที่สุดภายใต้ต้นทุนที่จำกัด โดยคำนวณจากจำนวนประชากรในแต่ละพื้นที่ ระยะทาง และความหนาแน่นของรถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่นั้น

  • การแก้ปัญหาครอบคลุมพื้นที่ด้วย Set Covering Model ในเมืองที่ต้องการติดตั้งระบบ IoT เช่น เซ็นเซอร์ตรวจจับมลพิษทางอากาศหรือกล้องวงจรปิด โมเดลนี้สามารถช่วยกำหนดจำนวนและตำแหน่งของเซ็นเซอร์หรือกล้องเพื่อครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายอย่างคุ้มค่าที่สุด ตัวอย่างเช่น ในเขตที่มีปัญหามลพิษทางอากาศ เมืองสามารถใช้โมเดลนี้ในการตัดสินใจเลือกจุดติดตั้งเซ็นเซอร์ โดยพิจารณาทั้งงบประมาณ ระยะครอบคลุมของเซ็นเซอร์ และพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดปัญหามากที่สุด

  • การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพยากรณ์ (Predictive Analytics) การคาดการณ์ความต้องการในอนาคต เช่น ความต้องการพลังงาน การจราจร หรือการใช้น้ำ ใช้สถิติและ Machine Learning ซึ่งมีคณิตศาสตร์เป็นฐานสำคัญ ตัวอย่างเช่น เมืองสามารถใช้ข้อมูลการจราจรในอดีตเพื่อคาดการณ์ชั่วโมงเร่งด่วนและปรับเปลี่ยนสัญญาณไฟจราจรให้สอดคล้องกับปริมาณรถในอนาคต

ข้อได้เปรียบของการใช้คณิตศาสตร์ในเมืองอัจฉริยะ

  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร: เมืองสามารถใช้งบประมาณ พื้นที่ และพลังงานได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
  • ลดเวลาในการตัดสินใจ: แบบจำลองช่วยให้การตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ เป็นระบบและรวดเร็วขึ้น
  • ยกระดับคุณภาพชีวิต: การตัดสินใจที่แม่นยำย่อมส่งผลให้ประชากรได้รับบริการที่ตอบโจทย์และมีคุณภาพสูง

กรณีศึกษาที่มีอยู่จริงในเมืองต่าง ๆ

  • การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานระบบสื่อสารสำหรับเมืองอัจฉริยะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้พัฒนาแบบจำลองเพื่อการออกแบบระบบโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สำหรับเมืองอัจฉริยะที่รักษ์สิ่งแวดล้อม โดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ ตัวแบบกำหนดการเชิงเส้น (Linear Programming model: LP) เพื่อหาคำตอบการจัดสรรทรัพยากรของศูนย์ข้อมูลให้กับคำร้องขอ เพื่อให้บริการแบบสีเขียวสูงสุด โดยการใช้พลังงานสีเขียวในศูนย์ข้อมูลจากแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่สูงสุด เพื่อสร้างการคำนวณรักษ์สิ่งแวดล้อมในเมืองอัจฉริยะ
  • การพยากรณ์ปริมาณการใช้น้ำประปาเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ การศึกษานี้ใช้วิธีบอกซ์เจนกินส์ (Box-Jenkins) วิธีโครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network: ANN) วิธีแบบจำลองต้นไม้เอ็มไฟว์พี (Model Tree: M5P) เกณฑ์รากที่สองของความคลาดเคลื่อนเฉลี่ย (Root Mean Square Error: RMSE) และเกณฑ์เปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (Mean absolute percentage error: MAPE) เพื่อพยากรณ์ความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในอนาคต ผลการวิจัยพบว่าวิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสมที่สุดคือ วิธีแบบจำลองต้นไม้เอ็มไฟว์พี ซึ่งการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เหล่านี้ช่วยให้การจัดการทรัพยากรน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บทสรุป

คณิตศาสตร์ไม่ใช่เพียงศาสตร์ที่จำกัดอยู่ในตำราเรียนหรือห้องเรียนเท่านั้น หากแต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานของเมืองอัจฉริยะในยุคปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะในบริบทของการจัดการทรัพยากรเมืองที่มีอยู่อย่างจำกัดภายใต้ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณิตศาสตร์ช่วยแปลงความซับซ้อนของข้อมูล การตัดสินใจ และความไม่แน่นอนในระบบเมืองให้กลายเป็นแบบจำลองที่สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประยุกต์ใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น Project Selection Facility Location Set Covering หรือ Predictive Analytics ล้วนมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนและบริหารจัดการเมืองแบบองค์รวม ขณะเดียวกัน การพัฒนาของเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI IoT และ Big Data Analytics ก็ล้วนมีรากฐานที่ตั้งอยู่บนองค์ความรู้ทางคณิตศาสตร์ ทำให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในเชิงลึกและแบบเรียลไทม์ได้ จากกรณีศึกษาชี้ให้เห็นว่า เมื่อคณิตศาสตร์ถูกรวมเข้ากับการวางแผนนโยบายสาธารณะและการออกแบบระบบเทคโนโลยีในเมืองอัจฉริยะแล้ว จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้น การส่งเสริมให้ผู้กำหนดนโยบาย วิศวกร นักวางแผนเมือง และผู้พัฒนาเทคโนโลยีมีความเข้าใจในศักยภาพของคณิตศาสตร์เชิงประยุกต์จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองไทยไปสู่ความเป็น Smart City อย่างแท้จริง

ปรณัฐ ตรีพลอักษร และกษิตินาถ แสงเงิน

ฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

อ้างอิง