ความแตกต่างระหว่างสังคมชนบท และสังคมเมือง
สังคมชนบท หรือสังคมที่ความเจริญและเทคโนโลยีสมัยใหม่ยังไม่ทั่วถึงมากนักนั้นนับว่าเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายตามแบบฉบับดั้งเดิมภายใต้บริบททางสังคมและวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นซึ่งสะท้อนถึงรากวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตของคนไทยที่แตกต่างและผสมผสานร่วมกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งค่อนข้างมีความแตกต่างกับสังคมเมืองที่เป็นเมืองอุตสาหกรรม ซึ่งโดยส่วนใหญ่ประชากรในสังคมเมืองนั้นจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิทัลกับการดำเนินชีวิตและการดำเนินกิจการเป็นปกติอยู่แล้วส่งผลให้สามารถควบคุมประสิทธิภาพของผลผลิต รวมถึงสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในระยะเวลาที่ผ่านมานั้นสังคมชนบทไทยในทุกภูมิภาคได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านตามยุคสมัยของโลก ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าประเทศไทยเข้าสู่ยุคที่ทันสมัยยิ่งขึ้นผ่านการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล โดยผู้ที่ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีไม่ทันจะตกขบวนการพัฒนาและไม่สามารถพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตให้ก้าวสู่ระดับสากลในยุคโลกาภิวัตน์ได้ ด้วยเหตุประการนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลมิใช่ทางเลือกในยุคสมัยปัจจุบันอีกต่อไป หากแต่คือทางรอดเพื่อพัฒนาไปสู่สังคมอัจฉริยะระดับท้องถิ่น
ดิจิทัลกับการพัฒนาชนบทไทย
ในช่วงระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา มักได้ยินคำว่าเศรษฐกิจฐานราก หรือระบบเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นที่เน้นให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้มีการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน เอื้อให้เกิดการพัฒนาด้านต่างๆ ในพื้นที่อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคการเกษตร หรือเลี้ยงสัตว์ โดยแรกเริ่มนั้นชุมชนท้องถิ่นมักจะใช้รูปแบบการเกษตรแบบดั้งเดิมอยู่ ซึ่งอาจประสบกับปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมต้นทุนต่างๆ เช่น ต้นทุนในน้ำ ปุ๋ย ต้นทุนค่าแรงงานที่ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ รวมไปถึงไม่สามารถควบคุมคุณภาพของผลผลิตของชุมชนได้ตามที่คาดการณ์ไว้ โดยในปัจจุบันชุมชนหลายแห่งในประเทศได้เริ่มมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ยกตัวอย่างเช่นการเกษตรรูปแบบดั้งเดิมนั้นเกษตรกรจะใช้ระยะเวลาในการดูแลพืชพันธุ์การเกษตรด้วยวิธีใช้แรงงานคนจำนวนมาก ซึ่งไม่สามารถควบคุมคุณภาพของผลผลิต และไม่มีความสม่ำเสมอของการผลิต เทคโนโลยีดิจิทัลที่จะเข้ามามีบทบาทช่วยเหลืออาทิ ระบบ Smart Farm การให้น้ำอัตโนมัติผ่านการทำงานร่วมกับเซนเซอร์เพื่อให้เกษตรกรสามารถควบคุมการให้น้ำผ่านการตรวจจับและการตั้งเวลาล่วงหน้าส่งผลให้ผลผลิตมีความสม่ำเสมอ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ,ระบบ Smart Farm โรงเพาะเห็ดอัจฉริยะที่สามารถควบคุมความชื้นที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเห็ดผ่านการทำงานของระบบ IoT ร่วมกับเซนเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิ และความชื้น ส่งผลให้ผลผลิตของเกษตรกรมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ ระบบ Smart Farm เท่านั้นที่จะเข้ามาช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่น ยังมีเทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิทัลอีกจำนวนมากที่จะเข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนเช่น โรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นการปรับเอาพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานในการอบผลิตภัณฑ์ในโรงอบ ผ่านการทำงานร่วมกับของเซนเซอร์ที่คอยตรวจวัดอุณหภูมิ และความชื้นภายในโรงอบส่งผลให้ชุมชนสามารถควบคุมประสิทธิภาพของผลผลิตที่อบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลายในปัจจุบันคือเทคโนโลยีโดรนเพื่อการเกษตร ซึ่งแบ่งเป็นโดรนเพื่อการสำรวจซึ่งเหมาะกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อลดการรุกล้ำอาณาเขตของสัตว์สงวนใกล้สูญพันธุ์ อีกทั้งยังเพิ่มรายได้เข้าชุมชนจากการที่นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ต่อมาโดรนอีกประเภทคือโดรนเพื่อการฉีดพ่นไม่ว่าจะเป็นพ่นปุ๋ยหรือพ่นสารเคมีจะเข้ามามีส่วนช่วยให้ชุมชนควบคุมระดับของปุ๋ยหรือสารที่ฉีดพ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการควบคุมเวลาที่มีประสิทธิภาพกว่าการทำการเกษตรรูปแบบดั้งเดิมที่มีการเดินฉีดพ่นด้วยตนเอง ผ่านการจำลองแบบแปลนของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมดของเกษตรกร เพื่อกำหนดทิศทาง รวมถึงรูปแบบการบินที่มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนสามารถควบคุมต้นทุน และใช้ระยะเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ชื่อรูปภาพ : โครงการปลูกผักในโรงเรือนด้วยระบบ IoT (2565) ที่มา : สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ชื่อรูปภาพ : โครงการโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะกือโป๊ะกลุ่มบุหงารายา (2564) ที่มา : สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ชื่อรูปภาพ : โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนสำหรับการประยุกต์ใช้อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตรสำหรับการปลูกพืช (2565) ที่มา : สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
การทำงานของระบบอัตโนมัติตามที่ได้กล่าวมาไม่ว่าจะเป็น Smart Farm ระบบให้น้ำอัตโนมัติ โรงเพาะเห็ดอัจฉริยะ โรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโดรนเพื่อการเกษตร นั้นล้วนจะส่งผลให้เกษตรกรที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิทัลเกิดการยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิต และช่วยเหลือเหล่าเกษตรกรให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ดีมากยิ่งขึ้น อีกทั้งความแม่นยำ เที่ยงตรงของระบบอัตโนมัติต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น การให้น้ำ การควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นในปริมาณ รวมถึงระยะเวลาที่เหมาะสมนั้นจะส่งผลให้ชุมชนสามารถเพิ่มมูลค่าของผลผลิตได้จากประสิทธิภาพของผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้น หรือการที่เกษตรกรสามารถวางแผนบินโดรนเพื่อฉีดพ่นสาร หรือน้ำให้พืชผลการเกษตรของตนได้นั้น ก็จะช่วยประหยัดระยะเวลาให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีเวลาไปพัฒนาในภาคส่วนอื่นในอนาคตต่อไป
การพัฒนาและเปลี่ยนสังคมไทยจากสังคมดั้งเดิมสู่การเป็นชุมชนอัจฉริยะในขนาดย่อม แม้เป็นสิ่งที่ดูห่างไกลจากความเป็นจริง แต่การเป็นชุมชนอัจฉริยะนั้นไม่จำเป็นที่ทุกอย่างของเมืองต้องสำเร็จบริบูรณ์ ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยดิจิทัลเสียทั้งหมด หากแต่หมายถึงเมืองที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยอย่างชาญฉลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและการบริหารจัดการเมือง การลดค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากรโดยเน้นการออกแบบที่ดี รวมไปถึงการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิดการพัฒนา เมืองน่าอยู่ เมืองทันสมัย ให้ประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข อย่างยั่งยืน
จุดเปลี่ยนที่สำคัญมากของการเปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทสู่การเป็นชุมชนอัจฉริยะเกิดมาจาก การพัฒนาความรู้และทักษะด้านดิจิทัลของคนในพื้นที่ให้สามารถประยุกต์และเลือกใช้เทคโนโลยีตลอดจนนวัตกรรมดิจิทัลให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความสำเร็จดังกล่าว จะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การใช้งานอย่างกว้างขวาง ด้วยการสร้าง หรือกระจายองค์ความรู้ให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติ และเกิดการเรียนรู้ระหว่างกันและกลายเป็นชุมชนเล็กที่ไม่มีวันหลับใหลจากการเรียนรู้ ซึ่งจะสามารถต่อยอดการพัฒนาไปสู่การเปลี่ยนผ่านสังคมชนบทสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืนในที่สุด
ภานุวัฒน์ กรีติโชติวัฒนา
ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชน
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
แหล่งอ้างอิง