ในปัจจุบันมีประเด็นที่ถูกพูดถึงในสังคมเป็นวงกว้างอย่างมาก คือ ประเด็นปัญหาของภาวะโลกร้อน ที่สร้างผลกระทบมากมายไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ปัญหาภัยแล้งและภัยธรรมชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ จนนำมาสู่การตระหนักรู้และการรณรงค์เพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อนด้วยวิธีการต่าง ๆ ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน เช่น ลดการใช้ถุงพลาสติก ไปจนถึงการกำหนดนโยบายที่เป็นเป้าหมายระดับประเทศอย่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Carbon ที่กำลังเป็นกระแสในปัจจุบันอย่างกว้างขวางซึ่งพบได้ในทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเกษตรกรรมด้วยเช่นกัน ดังนั้นในบทความนี้จึงจะมาทำความเข้าใจว่า “Smart Farming คืออะไร การเกษตรด้วย Smart Farming มีเทคโนโลยีอะไรบ้าง และ Smart Farming ลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อให้เกิดการเกษตรอย่างยั่งยืนได้อย่างไร”
Smart Farming คืออะไร Smart Farming หรือ การทำเกษตรอัจฉริยะ คือ การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการระบบเพาะปลูกในทุกขั้นตอนเพื่อพัฒนาภาคการเกษตรให้มั่นคง ปลอดภัย และได้ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ Smart Farming จึงเป็นการทำเกษตรสมัยใหม่ในยุคดิจิทัลด้วยการใช้เทคโนโลยีอย่างเช่น เครื่องจักร หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ และนวัตกรรมต่าง ๆ ในการควบคุมการเกษตร
การทำการเกษตรด้วย Smart Farming เป็นการผสมผสานการเกษตรเข้ากับเทคโนโลยีโดยใช้เทคโนโลยีมาวิเคราะห์ปัจจัยทางการผลิต สภาพอากาศ ความชื้น สภาพดิน และใช้เทคโนโลยีลดขั้นตอนในการทำเกษตร เปลี่ยนไร่นาและฟาร์มเกษตรธรรมดาให้กลายเป็น Smart Farm ซึ่งสามารถบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีได้ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงกระบวนการตรวจสอบ เก็บข้อมูล วิเคราะห์และแก้ปัญหาการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ เพื่อช่วยให้ทำการเกษตรง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ลดการสูญเสีย ลดต้นทุนในการผลิต เพิ่มกำไรให้กับเกษตรกร และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง
เทคโนโลยีการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับ Smart Farming
ปัจุบันการทำการเกษตรด้วย Smart Farming ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีร่วมกับการทำเกษตรโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาจัดการควบคุม ตรวจสอบขั้นตอนการทำการเกษตรต่าง ๆ เช่น การควบคุมระบบการให้น้ำให้ปุ๋ยแบบอัตโนมัติ สร้างระบบตรวจจับแสง ความชื้นและอุณหภูมิ การใช้โดรนเพื่อสำรวจพื้นที่เพาะปลูก การใช้รถไถอัตโนมัติเพื่อลดภาระคนงาน การใช้เครื่องมือที่มีความแม่นยำสูงปรับสัดส่วนปุ๋ยหรือปริมาณการให้น้ำ การออกแบบระบบชลประทานอัตโนมัติ การสร้างโรงเรือนอัจฉริยะที่ติดตั้งระบบติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและควบคุมการพ่นละอองน้ำเพื่อช่วยลดอุณหภูมิ วิธีการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการทำการเกษตรด้วย Smart Farming ทั้งสิ้น
จะเห็นได้ว่าการใช้เทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับการทำการเกษตรนั้นมีมากมายและหลากหลายวิธีการ ดังนั้นในบทความนี้จึงจะขอยกตัวอย่างและนำเสนอเทคโนโลยีการเกษตรด้วย Smart Farming ที่เป็นที่นิยมอย่างมากมาให้ทุกคนได้รู้จักกัน นั่นคือ เทคโนโลยีปรับพื้นที่ด้วยระบบเลเซอร์ หรือ Laser Land Leveling (LLL) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยปรับระดับพื้นที่ด้วยการเกลี่ยดินจนพื้นที่แปลงไร่นามีความสูง-ต่ำเสมอกันด้วยตัวส่งสัญญาณเลเซอร์ที่อยู่ในแปลงนา และแสดงผลเป็นค่าสีและตัวเลขความสูงต่ำของแปลง โดยหากพื้นที่นั้นมีระดับความราบเรียบที่ดี (พื้นที่มีความต่างระดับไม่เกิน 2 เซนติเมตร) จะแสดงค่าเป็นสีเดียวกัน เพื่อช่วยประหยัดต้นทุนในการสูบน้ำเข้าแปลงนาช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของข้าวซึ่งเป็นที่แพร่หลายในต่างประเทศเช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกาแต่ยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทยมากนัก

รูปที่ 1 การปรับพื้นที่ (land Leveling) เพื่อการเกษตรกม
ที่มา : Iaid (https://iaid.in.th/2020/08/07/land-leveling/)
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเทคโนโลยี Smart Farming ซึ่งเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน คือ เทคโนโลยีการให้น้ำและปุ๋ยอัจฉริยะหรือระบบการให้น้ำและปุ๋ยอัตโนมัติในโรงเรือน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ตรวจวัดและควบคุมติดตามสภาวะแวดล้อมของพืชพร้อมทั้งควบคุมการให้น้ำและปุ๋ยตามความต้องการของพืช ด้วยระบบอัตโนมัติซึ่งสามารถตั้งเวลาและควบคุมโดยตรง ทำให้ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำและปุ๋ยเกินความจำเป็น ลดความสูญเสียทรัพยากร และช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า

รูปที่ 2 ระบบการให้น้ำอัตโนมัติในโรงเรือน
ที่มา : https://www.opsmoac.go.th/km-km_org_center-files-431391791794
Smart Farming ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดคาร์บอน การทำการเกษตรด้วยวิธีดั้งเดิมในการผลิตสินค้าเกษตรตั้งแต่กระบวนการขุดดิน เตรียมพื้นที่เพาะปลูกไปจนถึงการจัดการมูลสัตว์ล้วนเป็นกระบวนการที่ผลิตก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลกซึ่งถือเป็นอันดับสองรองจากภาคพลังงาน ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรมพบว่าทำให้เกิด Carbon footprint ถึง 65% โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำในภาคการเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 36% ซึ่งปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาวะโลกร้อน
ดังนั้นเพื่อคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม Smart Farming หรือการทำการเกษตรในยุคใหม่จึงเป็นทางเลือกสำคัญ การหันมาทำการเกษตรแบบ Smart Farming จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดคาร์บอนได้เนื่องจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและใช้นวัตกรรมทำให้เกิดระบบการควบคุมการเกษตรแบบแม่นยำในขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การเพาะปลูก การกำหนดปริมาณน้ำ แสงหรือปุ๋ย ไปจนถึงกระบวนการตรวจสอบ เก็บข้อมูล และแก้ปัญหาการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ
การควบคุมการเกษตรด้วยเทคโนโลยีจะช่วยลดความสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น เช่น การใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะอย่างเทคโนโลยีเครื่องสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ หรือเทคโนโลยีที่ช่วยควบคุมและลดใช้น้ำด้วยระบบเซ็นเซอร์ IoT จะช่วยควบคุมกระบวนการได้มาซึ่งแหล่งน้ำ กระบวนการบำบัดน้ำ กระบวนการลำเลียงน้ำ ไปจนถึงกระบวนการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ รวมถึงการใช้นวัตกรรมเพื่อพยากรณ์สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูก เช่น การจัดการดิน การฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูก การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนช่วยให้เกษตรกรสามารถกำหนดและควบคุมทรัพยากรที่มีอยู่ได้ การให้ปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลงด้วยการใช้ AI หรือ IoT ที่มีเซ็นเซอร์ในการควบคุมจะช่วยลดมลพิษทางการเกษตรจากการใช้ปุ๋ยและสารกำจัดวัชพืชเกินความจำเป็นซึ่งถือเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้สารกำจัดวัชพืชที่น้อยลงยังเพิ่มความปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภคอีกด้วย นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยี Smart Farming โดยปรับหน้าดินด้วย Laser Land Leveling (LLL) ที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้เป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างมากเพราะจะช่วยลดการปล่อยเชื้อเพลิงจากการสูบน้ำเข้าแปลงนา ลดการใช้ปุ๋ย และประหยัดน้ำที่ใช้ในการปลูกข้าวกว่า 30-50% ดังนั้นหากใช้การทำการเกษตรด้วย Smart Farming จะช่วยลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 50-70% และสร้างรายได้จากการขาย Carbon Credit ได้ถึง 54,422 ล้านบาท
Net Zero Carbon คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ เทรนด์ Net Zero Carbon กำลังเป็นประเด็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มีความสมดุลกับก๊าซที่ถูกดูดซับจากชั้นบรรยากาศซึ่งเป็นสภาวะสมดุลที่จะไม่เพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกและนำไปสู่การลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้ ดังนั้นก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมของมนุษย์ต้องมีภาวะสมดุลกับการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศโลก พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ มนุษย์ต้องชดเชยการปล่อยคาร์บอนด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่า การซื้อขาย Carbon Credit ฯลฯ เพื่อให้มลพิษที่ปล่อยออกมาจะต้องเท่ากับศูนย์นั่นเอง
สาเหตุที่นโยบาย Net Zero Carbon กำลังเป็นที่รณรงค์กันอย่างแพร่หลายในเวทีโลกเนื่องจากประเด็นปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะภาวะโลกร้อนถือเป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบันและถูกยกระดับเป็นวาระของโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (Climate Change) ซึ่งเกิดจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศโลกในปริมาณสูงทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น อีกทั้งยังก่อให้เกิดความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศทั่วโลกเช่น ฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน หรือเกิดคลื่นความร้อนรุนแรงจนเกิดไฟป่าในหลายประเทศ ดังนั้นกระแสการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Carbon จึงเป็นนโยบายสำคัญจากองค์การสหประชาชาติซึ่งส่งผลให้นานาประเทศต้องปฏิบัติตามเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ประเทศไทยจึงต้องรณรงค์เพื่อปฏิบัติตามในทุกภาคส่วน รวมทั้งในภาคเกษตรกรรมด้วยเช่นกัน จึงมีการทำการเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศให้น้อยที่สุดเพื่อตอบสนองนโยบายดังกล่าวซึ่งเป็นหนึ่งในทางออกของปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อโลก
Smart Farming ทำให้เกิดการเกษตรอย่างยั่งยืนและนำไปสู่สังคมไร้คาร์บอน ภายใต้ความนิยมในกระแส Net Zero นี้เองทำให้ภาคเกษตรกรรมต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องตามนโยบาย Zero Carbon ซึ่งเป็นเป้าหมายระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศ จากกระแสดังกล่าวจึงเป็นความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมจนเกิดเป็นการทำการเกษตรแบบยั่งยืนด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการทำการเกษตรเนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นจนเกิดการพัฒนาการเกษตรเข้ากับเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพในภาคเกษตรกรรมภายใต้การเกษตรแบบยั่งยืน โดยเกษตรกรรมยั่งยืน หมายถึง ระบบการผลิตทางการเกษตร การแปรรูป การจัดจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรที่คำนึงถึงวิธีการดำเนินชีวิตของเกษตรกร คำนึงถึงระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างสมดุลระหว่างธรรมชาติกับเศรษฐกิจ และเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภค
ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์ด้วย Smart Farming ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เกิดการเกษตรยั่งยืนเพราะมีการคำนึงวิธีการดำเนินชีวิตของเกษตรกรในด้านการนำเทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขปัญหาในภาคการเกษตรซึ่งสามารถควบคุมคุณภาพผลผลิตได้ตามต้องการ สามารถควบคุมปัญหาด้านสภาพแวดล้อมในการผลิตไม่ว่าจะเป็นอากาศ ดิน หรือน้ำได้ นอกจากนี้ Smart Farming ยังคำนึงถึงระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม เพราะ Smart Farming ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากจะเห็นได้ว่าเมื่อมีเทคโนโลยีมาช่วยให้เกิดการทำการเกษตรสมัยใหม่อย่างเทคโนโลยีปรับพื้นที่ด้วยระบบเลเซอร์เพื่อทดแทนวิธีการทำเกษตรแบบดั้งเดิมเดิมที่ปรับหน้าดินด้วยวิธีเผา เทคโนโลยีจะกลายเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการลดการเกิด Carbon Footprint และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมาก ดังนั้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไปกับการใช้วิธีทำการเกษตรแบบยั่งยืนจะช่วยลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและนำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ซึ่งกำลังเป็นกระแสตามนโนบาย Zero Carbon ที่นานาประเทศต่างจับตามองและเป็นเป้าหมายหลักในเวทีโลก
นางสาววนัชพร สายันต์วิสุทธิคาม
ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่
สำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัล
แหล่งข้อมูลอ้างอิง